[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< ธันวาคม 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

สาระน่ารู้อื่นๆ
กงล้ออาถรรพณ์ พฤษภาทมิฬ 35 ถึง พฤษภาอำมหิต 53 เสียงปืน เปลวเพลิง ความตาย น้ำตา ประชาธิปไตย...!!!

ศุกร์ ที่ 21 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2553


            ความโกลาหล เสียงปืน กลิ่นเลือด ในพฤษภาทมิฬเมื่อปี 35 ไล่มาจนกระทั่งมาถึงวันที่ 19 พ.ค. 53 วันที่บ้านเมืองมีสภาพวุ่นวายและเสียหาย  เปลวไฟ เสียงปืน เสียงระเบิดปกคลุมไปทั่ว  ทั้ง 2 ช่วงเวลาแค่พลิกเลข พ.ศ.ด้านหลังจาก 2535 เป็น 2553 ทำไมความเสียหายของทรัพย์สินและชีวิตจึงแลดูคล้ายกันราวฝาแฝด แม้ว่าเนื้อหาการต่อสู้หลายสิ่งจะแตกต่างกัน...


พฤษภาทมิฬปี 35...

              จุดเริ่มต้นของพฤษาทมิฬปี 35 เกิดจากเหตุการณ์รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 หรือ 1 ปีก่อนหน้าการประท้วง ซึ่ง รสช. ได้ยึดอำนาจจากรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยให้เหตุผลหลักว่า มีการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างหนักและรัฐบาลพยายามทำลายสถาบันทหาร  หลังจากยึดอำนาจ คณะ รสช. ได้เลือกนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรีรักษาการ  มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติขึ้น รวมทั้งการแต่งตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ หลังจากนั้นได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2535  พรรคที่ได้ผู้แทนมากที่สุดคือ พรรคสามัคคีธรรมได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เตรียมเสนอ นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรมขึ้นเป็นนายกฯ

              ปรากฏว่า โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาประกาศว่า นายณรงค์ เป็นผู้หนึ่งที่ไม่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ เนื่องจากมีความใกล้ชิดกับนักค้ายาเสพติด ที่สุดแล้วจึงมีการเสนอชื่อ พล.อ. สุจินดา คราประยูร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทน หลังจากที่รับพระราชทานแต่งตั้งอย่างเป็นทางการแล้ว สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนในวงกว้าง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการทักท้วงโต้แย้งเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาใหม่ว่าไม่มีความเป็นประชาธิปไตย  ที่สำคัญ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ได้ให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า จะไม่รับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ

              การรับตำแหน่งในครั้งนี้นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้านของประชาชน โดยเฉพาะชนชั้นกลาง รวมถึงการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง และสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ที่มีนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล เป็นเลขาธิการเข้าร่วมคัดค้าน  ตามด้วยการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้านประกอบด้วยพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้น  ข้อเรียกร้องหลักให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอว่าผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

              ลักษณะการชุมนุมครั้งนี้ต่างจากครั้งอื่น  ที่เห็นได้ชัดคือ ส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลาง  การชุมนุมเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ  คือเช้าไปทำงาน  เลิกงานตอนเย็นก็มาชุมนุม  มีการนัดแนะกันทางเครื่องมือสื่อสารสุดฮิตในยุคนั้นก็คือแพ็กลิ้งค์ 1144 และโฟนลิ้งค์ 152 หรือที่เรียกว่าวิทยุติดตามตัวที่ส่งข้อความสื่อสารบอกต่อๆกัน  นอกจากนี้ยังมีการสื่อสารผ่านทางโทรศัพท์มือถือซึ่งยังมีราคาแพง  นัดกันมาชุมนุมประท้วง  โดยเฉพาะคนสีลมตัวจริงเสียงจริง  พลังบริสุทธิ์   จนเรียกการชุมนุมครั้งนี้ว่า  "ม็อบมือถือ"

              การชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือนเมษายนเข้าเดือนพฤษภาคม รัฐบาลเริ่มระดมทหารเข้ามาในกรุงเทพมหานครเผชิญหน้าผู้ชุมนุมบริเวณถนน ราชดำเนิน  สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งในคืนวันที่ 17 พฤษภาคม 2535 ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลเกิดปะทะกัน  วันที่ 18 พฤษภาคม  รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ และปราบปราบพร้อมกับใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม  มีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

               พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ซึ่งอยู่แนวหน้านำผู้ชุมนุมถูกประชาชนนอนทับเพื่อไม่ให้โดนกระสุนปืน  แต่พยายามแสดงตัวให้ทหารจับกุมเพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย  ส่งผลให้เกิดการปะทะกันรุนแรงมากขึ้น วันที่ 19 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลาง  ทหารเข้าไปลุยในโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นที่ชุมนุมของสื่อมวลชน  นักวิชาการและที่รักษาพยาบาลคนเจ็บที่ถูกยิง ปราบปรามอย่างรุนแรง และ จับประชาชนขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้  พล.อ. สุจินดา คราประยูร นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ย้ำว่าสถานการณ์เริ่มกลับสู่ความสงบและไม่ให้ประชาชนเข้าร่วมชุมนุมอีก แต่เกิดการรวมตัวของประชาชนมากมาย ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง หลังจากนั้นก็เริ่มมีมือที่ 3 ก่อความไม่สงบเพื่อต่อต้านรัฐบาล พร้อมกับทุบทำลายสัญญาณไฟจราจร

                กระทั่งวันที่ 20 พฤษภาคม  ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทั้ง 2 ฝ่าย นายกรัฐมนตรี และ พล.ต.จำลอง  ศรีเมือง พร้อมกับตรัสให้สติ  ส่งผลให้ พล.อ.สุจินดา ต้องลาออกจากตำแหน่งไปแล้วบ้านเมืองก็กลับสู่ปกติสุขดังเดิม

ความเหมือนกันระหว่าง 19 พ.ค.35 กับ  19 พ.ค. 53…?

                นายเก่งกาจ จงใจพระ โหรการเมืองกล่าวกับไทยรัฐออนไลน์ถึงความเสียหายของบ้านเมืองที่เหมือนกันระหว่าง 2 ช่วงเวลาว่า มันเป็นอิทธิพลของดาวราหูทำมุมกับเสาร์ และพฤหัส ราหูเล็งดวงประชาธิปไตยที่เมถุน แล้วตรงกัน ที่สำคัญการกลับตัวเลขจาก พฤษภาทมิฬปี 35 เป็นพฤษาทมิฬ 53

                “การเดินทางของตัวเลขแบบนี้มันทำให้พฤษภาทมิฬ 53 แรงขึ้นมากๆ ซึ่งที่แรงขึ้นมากก็เพราะ 19 พ.ค. 53 ครั้งนี้มันไปตรงกับปีกบฏแมนฮัตตัน ในวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2494  ทำให้มีเหตุยิงกันอย่างหนัก จนนายปรีดี พนมยงค์ ต้องหนีออกนอกประเทศ มีเหตุการณ์หลายอย่างมาซ้ำกับปีนี้”

              โหรการเมือง ยังบอกอีกว่า เหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะจบในวันที่ 19 พ.ค.53 นี้ บอกได้เลยว่าตามลีลาดาวมันไม่จบ  เพราะตำแหน่งดาวไปตรงอย่างที่เคยบอกไปว่าเหมือน 14 ตุลา เหมือน 17 พฤษภาคม 35 แล้วก็มีกบฏแมนฮัตตันเข้ามาด้วย เข้ามาซ้อนกันวันที่ 19 พ.ค. 53 พอดี

             “ตามชะตาเมืองแล้วบอกได้เลยว่าเหมือนจะจบวันนี้ แต่ไม่จบแน่นอน เพราะนายกฯ ทำให้ประเทศไทยอยู่ในอาถรรพ์เลข 13 ซึ่งเราจะสังเกตได้ว่ารัฐบาลเลือกประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ในวันที่ 13 พ.ค. 2553 เวลา 18.00 น.เหตุการณ์ถึงไม่จบ  มีการเผาบ้านเผาเมือง หรืออย่าง เสธ.แดงถูกยิงตายเมื่อวันที่ 13 พ.ค.2553 เลข 13 คือเลขอาถรรพ์ ดังนั้นอยากแนะนำว่าเวลาประกาศอะไรให้ดูฤกษ์ยาม”

             อ.เก่งกาจ ยังบอกอีกว่าปลายปีนี้ประชาชนจะออกมาไล่ทหารเหมือนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬที่หลังจากเกิดเหตุปะทะทหารไม่กล้าแต่งเครื่องแบบเลย

             “ดวงตอนนี้ทักษิณเปรียบไปก็คล้ายๆ กับปรีดี พนมยงค์ คือตอนที่ท่านถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ออกไปจากประเทศไทยแล้วก็กลับเข้ามาอีก แล้วออกไปอีกทีไม่ได้กลับเลย นี่ทักษิณก็กลับมาแล้ว ออกไปอีกทีแล้วไง ก็ไม่ได้กลับเลย สำหรับสิ่งที่อยากจะแนะนำรัฐบาลก็คือ ผู้นำจริงๆ ถ้าคุณรักประชาชน คุณก็ลาออกแล้วยุบสภาแล้วก็กลับมาใหม่ คุณคือฮีโร่ในประวัติศาสตร์ ถ้ายังดึงดันทายได้เลยว่า จะมีการลงใต้ดินของอีกฝ่ายแบบที่เราไม่คาดคิด และความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมายถ้านายกฯไม่ยุบสภาเดี๋ยวนี้” โหรชื่อดังกล่าว

             ด้านซินแซ ภาณุวัฒน์ พันธุ์วิชาติกุล ผู้เชี่ยวชาญศาสาตร์ฮวงจุ้ย กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เวิร์ดเทรดและราชประสงค์ลุกเป็นไฟก็เพราะว่าตามหลักฮวงจุ้ยแล้วที่ตรงนั้นมันมีด้านที่มันไม่มีดวง 1 ด้านมันเลยไม่ได้เสริมกัน ดังนั้นเขาก็เลยต้องเอาพระตรีมูรติมาแก้เคล็ด แต่แก้ไม่ถูกเลยต้อง เพราะการนำพระพิฆเนศมาเสริมดวงฮวงจุ้ยของที่นั่น แต่สรุปแล้วสถานที่ตรงนั้นมันไม่มีดวงมากว่ามีดวง ซึ่งถ้าตามหลักฮวงจุ้ยมันก็ถือว่าไม่เป็นมงคล อย่างพระพรหมเอราวัณก็ตั้งในที่ทิศที่ไม่ดีเหมือนกัน นอกจากนี้ ทิศทางในการตั้งพระพรหมนั้นมันมี 2 ด้านที่ไม่ดีบางคนที่ไปไหว้อาจจะไม่ได้สมหวังบ้างนั้นก็ต้องดูให้ดีว่าไหว้ถูกทิศหรือเปล่า แต่ถ้าไหว้ถูกทิศก็จะส่งพลังที่ดีกับตัวเรา เซ็นทรัลเวิลด์ก็เหมือนกันมีทิศที่ไม่ดีมากกว่าทิศที่ดีเลยเกิดความเสียหายมากขนาดนี้ ถามว่าถ้าต้องสร้างห้างขึ้นมาใหม่อีกครั้งต้องทำอย่างไร ผมแนะนำว่าให้เปลี่ยนทิศทางเข้าออกใหม่”

            เมื่อถามถึงดวงเรื่องการยุบสภาตามที่รัฐบาลบอกเอาไว้ นั้น อ.ภาณุวัฒน์บอกว่า วันที่ 13 – 14 กันยายน 53 แบบที่นายกฯ กำหนดเชื่อได้ว่าคงไม่มีดวงการเลือกตั้ง  “ช่วงนั้นมี ดวงที่ผู้ใหญ่ผิดคำพูดแรงมากๆ คือพูดอีกอย่างทำอีกอย่าง ที่สำคัญดวงมันยังบอกอีกว่ายังไงก็มีปัญหาการเลือกตั้งมากๆ ดังนั้นแนะนำว่านายกฯ อย่างใจร้อย ให้หาคนมาช่วยเหลือ ต้องเป็นคนที่สามารถเจรจามาได้ทุกฝ่าย ส่วนตัวเองต้องลาพักร้อนไป ซึ่งจะเป็นใครที่ควรมาประสานงานให้ประชาธิปัตย์ผ่านพ้นไปได้ ไม่อย่างนั้นพรรคประชาธิปปัตย์พัง”


             ขณะที่อาจารย์รัชตพงศ์ ปุกหุต หรือ ซินแสกู่ เก่อ หมิง ซินแสชื่อดังที่มีประสบการณ์การดูโหวงเฮ้ง ดูฮวงจุ้ยมากว่า 30ปี กล่าวว่า สาเหตุที่เกิดไฟไหม้เผาเซ็นทรัลเวิร์ดก็เพราะที่ตรงนั้นเป็นที่อาถรรพ์แล้ว ที่สำคัญมันมีเลือดหยดลงดินความอาถรรพ์มันจึงเกิดขึ้นมากมาย อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่เป็นตัวแปรหลักทั้งหมดก็คือ ความผิดพลาดของรัฐบาลแล้วก็ทหารที่ไปทำการสลายการชุมนุมตรงแยกสีลม-สวนลุมฯ ก่อน ทำให้ไสยศาสตร์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมทำมันไม่มีสมดุลย์ ซึ่งความสมดุลย์มันต้องสมดุลย์ทั้ง 2 ข้าง

            “มันเหมือนกับน้ำกับไฟ ซึ่งทางฝั่งราชประสงค์เขาเรียกว่า “หยาง” เป็น “ไฟ” แต่ค่ายที่กลุ่มผู้ชุมนุมตั้งเอาไว้ตรงแยกสวนลุม-สีลม เขาเรียกว่าหยิน หรือว่า “น้ำ” ซึ่งหากมีทั้ง 2 ข้างมันจะสมดุลย์ แต่ทหารเลือกสลายตรงสีลมก่อนทำให้ฮวงจุ้ยขาดสมดุลย์มันถึงลุกเป็นไฟ แต่ถ้าไปสลายตรงราชประสงค์ก่อน เหตุการณ์ไฟไหม้จะไม่เกิดเด็ดขาด ทุกอย่างไม่ลุกเป็นไฟ ความเสียหายส่วนหนึ่งต้องโทษทหารและก็รัฐบาลที่เดินเกมส์ผิด ทำสงครามไม่ดูฤกษ์ก่อนก็เกิดความเสียหายแบบนี้”

           นอกจากนี้ อ.รัชตพงศ์ ยังแนะนำว่า หลังจากดูโหวเฮ้งนายกฯ แนะนำให้ยุบสภาเร็วที่สุดก่อนที่จะไปไม่รอด เพราะหากไม่ยุบนายกฯ จะเสียหายมากถึงมากที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากไทยรัฐ



เข้าชม : 58903


สาระน่ารู้อื่นๆ 5 อันดับล่าสุด

      เสื้อติดซิป...แรงบันดาลใจจากตำรวจไทย 29 / พ.ย. / 2557
      ทำความรู้จักกับ....ไวรัสอีโบลา 20 / ส.ค. / 2557
      2012-2015 เตรียมรับมือพายุสุริยะ 10 / ธ.ค. / 2555
      1 ตำรวจ 1 โรงเรียน 23 / ก.ค. / 2555
      11 สุดยอดอาหารบำรุงสมองและความจำ 18 / ก.พ. / 2555


   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard