[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< กันยายน 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

สาระน่ารู้อื่นๆ
พระมหาสมปอง พระนักเทศน์คิวทอง ธรรมะที่ต้องรอคอย

ศุกร์ ที่ 5 เดือน กันยายน พ.ศ.2551




พระมหาสมปอง เป็นพระนักเทศน์ที่มีคนติดทั่วบ้านทั่วเมือง มีองค์กรต่างๆเชิญไปเทศน์เนื่องในโอกาสต่างๆมากมาย สูงสุดวันละ 22 ครั้ง ต้องวิ่งรอกจนแทบไม่มีเวลาหยุด จึงได้พัฒนาทีมงานขึ้นมา และล่าสุด มีตัวช่วยอย่างการออกหนังสือ ธรรมะ Delivery เพื่อให้คนที่ไม่มีโอกาสฟังเทศน์ได้อ่านด้วยลีลาการเขียนที่สนุกสนาน

พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต เป็นพระลูกวัดสร้อยทอง บวชเณรตั้งแต่อายุ 10 ปี เป็นเณรอยู่ 10 พรรษา เป็นพระ 6 พรรษา รวม 16 ปี ฉายแววพระนักเทศน์ ตั้งแต่เรียนอยู่ปี 3 ตอนยังเป็นสามเณรอยู่เลย เริ่มต้นบรรยายให้นักเรียนชั้นประถม มัธยมและนักศึกษา ในสถาบันฟังเป็นส่วนใหญ่ วัยทำงานจริงๆ จะเริ่มเมื่อปลายปีที่แล้ว(2549) หลังจากได้รายการโทรทัศน์แล้วมีคนนิมนต์ไปเทศน์

"เมื่อเป็น 8 ปีที่แล้วมียาติโยมนิมนต์ 20 งานต่อเดือนถือว่าเก่ง ตอนนี้เดือนหนึ่ง 240 งานก็มี วันหนึ่งเคยสูงสุด 22 งาน แต่อาตมาไปไม่ได้หมดทุกงาน ฉะนั้นจึงต้องมีทีมงาน ธรรมะดีลิเวอร์รี่ ทีมงานมี 5 รูป แยกกันไปตลอด เพราะอย่างเก่งอาตมาไปได้วันหนึ่ง 5 งาน เช้า 2 บ่าย 2 กลางคืน 1 ทุกรูปต้องเปิดใจยอมรับการวิจารณ์"

ทีมงานธรรมะเดลิเวอรี่ พระมหาสมปอง เป็นผู้จัดจัดตั้งทีมขึ้นมารองรับงานรับเชิญที่มีจำนวนมาก พระมหาสมปองไม่สามารถไปบรรยายได้ทั่วถึง  

"จะมีการเทรนด์กัน เมื่อเห็นว่า บรรยายได้แล้ว ก็จะพาไป ติดตามพระมหาสมปองก่อน ตัวเองอาจไปเปิดงานให้ก่อนแล้วโยนให้ทีมงานแทน  ซึ่งแต่ละคนทำได้ดี ทำได้ดีกว่าพระมหาสมปองอีก ออกรายการทีวีก็พาไปออก จนคนคุ้นเคย ก็สามารถทดแทนกันได้ แม้หลายคนจะชอบพระมหาสมปองมากกว่า แต่สิ่งที่อาตมากำลังปลูกฝังให้คนฟังธรรมะ อย่าฟังพระ ไม่ใช่พระพยอมไม่มาไม่ฟัง อาจารย์วรวชิระเมธีไม่มาไม่ฟัง อาจารย์สมปองไม่มาไม่ฟัง แสดงว่า เราฟังพระหรือธรรมะ เอาโลโก้คนนี้ ก็เข้าใจนะ จ้างเบิร์ดมาก็อยากฟังเบิร์ด คงไม่มีใครอยากฟังหลานเบิร์ด แต่อย่าลืมว่าพระทุกรูปสามารถเผยแพร่ธรรมะได้ อย่ายึดติด ต้องปล่อยวาง ซึ่งการที่คนหันมาฟังธรรมะ ทำให้อาตมาสามารถรับงานอื่นได้ถึง 200 งาน" พระมหาสมปอง กล่าว

ล่าสุดรพะมหาสมปอง ได้ออกหนังสือ ธรรมะดีลิเวอร์รี่ เพื่อเผยแพร่ธรรมผ่านพ็อคเก็ตบุคส์ โดยรวมรวมเนื้อหาการให้บรรยายณ สถานที่ต่างๆ มารวบรวมไว้ในหนังสือ โดยเรียบเรียงให้น่าอ่าน และเสริมในส่วนที่ขาดหายไป

"ธรรมเดลิเวอรี่ ความหมายก็คือ ส่งถึงที่ ซื้อถึงใจ เพราะทุกวันนี้คนเราไม่ค่อยสะดวกที่จะเข้าวัด เข้าวา มาฟังธรรมะกัน และด้วยเศรษฐกิจและสังคม ประกอบกับข้อจำกัดทางเวลาด้วย และความจริงอาตมาก็ทำอย่างนี้มาปีนี้ปีที่ 9 แล้ว ออกสื่อ ออกหนังสือเมื่อปลายปีที่แล้ว เรามองว่าคนไม่ค่อยจะมีเวลา เขาจะมีเวลาอยู่ช่วงหนึ่ง ถ้าเป็นโรงงานก็ช่วงพักเที่ยง ฉะนั้น เราก็จะเข้าไปถึงที่เลย การที่คนจะขนนักเรียนประถม มัธยม มหาวิทยาลัยออกมาฟังธรรมะบางทีก็ยาก ฉะนั้น จึงเกิดเป็นธรรมะดีลิเวอร์รี่ขึ้นมา แต่พอเราไปถึงตรงนั้นแล้ว บางคนก็ไม่ได้มีเวลาไปฟังเราทุกคน บางคนก็จะถามว่ามีหนังสือไหม หนังสือที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตรงนี้เป็นจุดที่เราเริ่มคิดว่าคงต้องเริ่มทยอยเขียนหนังสือออกมา ธรรมะดีลิเวอร์รี่เกิดจากความสะดวกของญาติโยมที่จะฟังธรรมะ และเราก็สะดวกที่จะเข้าไปฟังธรรมะด้วย"

พระมหาสมปอง กล่าวว่า เล่มที่ออกล่าสุดเป็นที่ 3 เล่มแรกเป็นเรื่องธรรมะกับวัยรุ่น เล่มที่ 2 เป็นเรื่องธรรมะกับความรัก กับคู่รักวัยทำงาน เพราะหลังจากได้ออกสื่อ ทั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี ได้บรรยายให้ผู้ใหญ่ฟังมากขึ้น ทั้งข้าราชการ บริษัท ห้าง ร้านต่างๆ เป็นวัยทำงานมากขึ้น พูดบางที 2-3 ชั่วโมง มันให้ข้อมูลได้ในระดับหนึ่ง แต่หนังสือจะเก็บข้อมูลจากที่ต่างๆ ที่ไปบรรยายได้มาก อย่างไปเจอบางทีจะมีการเขียนบรรยายความรู้สึกไว้ที่โต๊ะ “เร็วก็หาว่าล้ำหน้า ช้าก็หาว่าอืดอาด โง่ถูกตะหวาด ฉลาดถูกระแวง ทำก่อนบอกไม่ได้สั่ง ทำทีหลังบอกไม่มีหัวคิด นี่แหละชีวิตลูกน้อง” เป็นต้น ก็นำไปบรรยาย

"คนก็เฮฮา ซึ่งวัยทำงานจะเป็นวัยที่อาตมาพบบ่อย เลยเขียนวัยทำงานนี้ขึ้นมา มีทั้งการสอนให้ใช้ชีวิตประจำวันแบบสนุก ไม่ซีเรียส

บางคนอยู่กรุงเทพฯ ออกมารถติดก็ซีเรียส ทั้งที่มันไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าไม่อยากรถติดก็ต้องออกแต่เช้า วางแผนดีๆ อย่างแท็กซี่บางคนใครขับปาดหน้าด่าสัตว์เลื้อยคลานเต็มรถเลย แต่รถคันที่ปาดหน้าเขาไม่ได้ยิน เราอยู่กัน 2 คนได้ยินกันเต็มๆ เลย บางคนด่าเสร็จหันมาถามว่า ใช่ไหมหลวงพี่ เจริญพรโยม อย่างนี้เป็นต้น" พระมหาสมปอง กล่าว และว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากการบรรยาย  แต่หลักธรรมเราจะมีอยู่แล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเพียงพอสำหรับทุกคนอยู่แล้ว แต่ก่อนจะบรรยายเราก็จะไปคุยปัญหาเป็นอย่างไร ลูกน้องคิดอย่างไร ผู้บริหารมองอย่างไร ต้องเก็บข้อมูล ดูว่ามุมมองของแต่ละคนเป็นอย่างไร โดยการบรรยายจะเริ่มต้นจากการสนุกสนานก่อนเพื่อให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลาย แม้เรื่องบางเรื่องจะเป็นเรื่องเครียด แต่ต้องพูดให้มันสนุก ให้ผ่อนคลายก่อน เวลาบรรยายผู้บริหารก็จะคาดหวังการบรรยายจากเรา ว่าอยากเห็นพนักงานทำงานอย่างเต็มที่และมีความสุข ขณะที่คนฟังก็คาดหวังความสุข ความสนุกจากเราด้วย รวมถึงวิธีการแก้ไขปัญหา คุณภาพชีวิตของคนเราแค่มีความสุขก็พอแล้ว แต่คุณภาพของชีวิตคนทำงานนอกจากความสุขแล้วจะต้องมีความสำเร็จด้วย เราจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน

"ยุคนี้อาตมาคิดว่าเป็นยุคคุณธรรมนำความรู้ คุณธรรมนำการทำงาน หนังสือของครูบาอาจารย์หลายท่านขายดีมาก อาตมาตอนแรกทำงานด้านนี้มา 8-9 ปี มีคนเคยถามว่าสมปองพูดไปแล้ว ได้สาระ ได้ความสนุกไปแล้ว มีอะไรที่จับต้องได้ ตอนนั้นยังไม่ได้ทำหนังสือ อาตมาก็คิดในใจว่าถ้ามีโอกาสสักวันหนึ่งเราจะต้องมีหนังสือของเรา แต่ก็ไม่คิดว่าหนังสือธรรมะจะขายดีได้อย่างไร ว่าอย่าแต่เราเลยที่เห็นแล้วก็วาง เด็กเห็นเด็กก็วาง ผู้ใหญ่เห็นก็วาง พระเห็นก็ยังวาง เหมือนรายการธรรมะทางโทรทัศน์ เด็กเห็นก็เปลี่ยนช่อง พระด้วยกันเองก็ยังเปลี่ยนช่องเลย เราก็มาคิดว่าทำอย่างไร ถ้าเราจะมีหนังสือสักเล่มหนึ่ง มันจะต้องสนุก ต้องโดนใจด้วย และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำและแก้ไขปัญหาได้ด้วย เพราะนำเอาหลักธรรมะมาใช้ในชีวิตเรา เมื่อทำงานมีความสุข งานก็มีประสิทธิภาพ ชีวิตก็ดีขึ้น ถ้าเราเปลี่ยนความคิด ชีวิตมันก็เปลี่ยน"

พระมหาสมปอง กล่าวว่า เท่าที่ดูจากกระแสหนังสือธรรมะ เดลิเวอรี่ ขายดี เวลาไปบรรยายก็จะนำหนังสือไปทำบุญตามที่ต่างๆ เล่มแรกเด็กอ่อนในสลัม เล่มสองบ้านครัวน้อย เล่มสามโรงเรียนบ้านป่าบ้าน อ.ประสาน จ.ชัยภูมิ เป็นโรงเรียนเดิมของอาตมาที่เคยเรียน โอ้ยอาคารเก่ามาก อย่างโรงงาน ออฟฟิตเขาจะชอบหนังสือ เขาไม่มี"ขณะนี้หนังสือเราไปอยู่ตามหน้าร้านต่างๆ แล้ว ทั้งซีเอท บีทูเอส นายอินทร์ และตอนนี้ก็เข้าบุ๊คส์สมายของเซเว่นด้วย และเราก็เอาไปเองด้วย ทราบว่า หนังสือเราก็ติดอันดับ ในรอบสัปดาห์ รอบเดือน ติด 1 ใน 10 ติด 1 ใน 5 ประทับใจเขาอ่านหนังสือเรา นอกจากนี้ ยังเข้ามาในเว็บไซต์ รู้สึกชื่นใจ สำคัญอาตมาอยากให้คนอ่านหนังสือเยอะๆ มีใจรักการอ่าน คนญี่ปุ่น ฝรั่ง เขาเจริญเพราะเขาอ่านหนังสือ แต่คนไทยไปโรงพยาบาลนั่งรอ 3 ชั่วโมง ก็ไม่อ่าน เด็กสมัยนี้อยู่ถึง ม.1 อ่านหนังสือไม่ออกก็มี"

วัตรปฏิบัติของพระรุ่นใหม่ ในการนำธรรมะ สู่งประชาชน นับเป็นความหวังของสังคม

พระมหาสมปอง ฉายา ตาลปุตฺโต
แปลว่าบุตรของนางตาล
ที่มาของฉายานี้
พระมหาสมปองขออนุญาตพระอุปัชฌาย์ตั้งเอง
นามสกุล นครไธสง เกิดวันที่ 3 พฤศจิกายน 2521
ปัจจุบันจำพรรษาอยู่วัดสร้อยทอง กรุงเทพมหานคร

การศึกษา ระดับปริญญาตรี สาขาพุทธศาสตรบัณฑิต
เอกปรัชญาเกียรตินิยมอันดับ 1
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
และปริญญาโทสาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เริ่มศึกษาพระธรรมสมัยจบชั้นประถมปีที่ 6
ที่โรงเรียนบ้านป่าว่าน จ.ชัยภูมิ
เนื่องจากไปเที่ยวงานบวชภาคฤดูร้อน
ที่วัดถ้ำประกายเพชร ต.ทุ่งลีลาย เพราะอยากเที่ยวถ้ำ
เมื่อไปถึงมีคนเรียกให้ไปโกนหัวบวช ด้วยความเชื่อคนง่าย
ก็เลยได้บรรพชาเป็นสามเณร หลังบวชครบ 15 วัน
มีหลวงพี่แนะนำให้ศึกษาพระธรรมต่อ
ทีแรกตั้งใจว่าจะบวชอีก 1 ปี ค่อยลาสิกขา
ปรากฏว่าล่วงเลยจนมาถึงปัจจุบันเป็นเวลา 16 ปีแล้ว

มีแววเป็นนักเทศน์ฝีปากคม
ตั้งแต่อายุย่าง 13 ปี ช่วงบรรพชาอยู่ที่วัดตาลเรียง จ.ขอนแก่น
เพราะเทศน์ให้ชาวบ้านฟังแล้วเป็นที่ติดอกติดใจ
พอย้ายมาจำพรรษาที่กรุงเทพฯ
ศึกษาต่อที่มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ด้านปรัชญา
และเริ่มศึกษาด้านการสอนการอบรมโดยตรง
จุดเด่นที่เน้นในการเทศน์คือ ต้องให้มี 5 ส คือ
สนุก สาระ สงบ สติ สำนึก

เป็นเจ้าของต้นตำรับธรรมะดีลิเวอรี่
ด้วยแนวคิดที่ว่า ธรรมะไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัด
ธรรมะไปได้ทุกที่ถ้าที่นั่นต้องการธรรมะ
พระมหาสมปองบอกว่า
การเทศน์แบบดีลิเวอรี่ไม่ใช่สิ่งใหม่ มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว
จะเห็นว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้
ก็ออกตามหาปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 เพื่อเผยแพร่พระธรรม

พระมหาสมปองจึงหาวิธีส่งธรรมะเข้าถึงประชาชน
ด้วยการใช้ระบบไอทีค้นหารายชื่อโรงเรียน
และเสนอตัวไปเทศน์ให้เด็กนักเรียนฟังจนเป็นที่รู้จัก
ปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน
ติดต่อให้พระมหาสมปองไปเทศน์ตกเดือนละไม่ต่ำกว่า 100 ราย

รูปแบบการเทศน์เน้นสนุกสนาน ทันกระแส
บางครั้งใช้ซีรีส์เกาหลีมาเทศน์สอนใจ
ไม่เน้นภาษาบาลีเพื่อให้คนเข้าถึงธรรมะง่ายที่สุด
เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กนักเรียน
ระดับประถมและมัธยม เพื่อให้กลุ่มวัยรุ่นชอบฟังธรรมะ
และรู้สึกว่าการฟังเทศน์ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อ

ผลงานปัจจุบันรายการธรรมะดีลิเวอรี่
ออกอากาศทุกวันหยุดนักขัตฤกษ์ และรายการสยามทูเดย์
ช่วงตอบคำถามธรรมะ ทุกวันพุธ ทางช่อง 5
นอกจากนี้มีการออกวีซีดีจำหน่าย
เพื่อนำรายได้บริจาคให้วัดพระบาทน้ำพุ
รวมทั้งออกหนังสือด้วย



เข้าชม : 68505


สาระน่ารู้อื่นๆ 5 อันดับล่าสุด

      เสื้อติดซิป...แรงบันดาลใจจากตำรวจไทย 29 / พ.ย. / 2557
      ทำความรู้จักกับ....ไวรัสอีโบลา 20 / ส.ค. / 2557
      2012-2015 เตรียมรับมือพายุสุริยะ 10 / ธ.ค. / 2555
      1 ตำรวจ 1 โรงเรียน 23 / ก.ค. / 2555
      11 สุดยอดอาหารบำรุงสมองและความจำ 18 / ก.พ. / 2555


ความคิดเห็นที่ 1
ศุกร์ ที่ 5 เดือน กันยายน พ.ศ.2551 เวลา 22:41:57
ขำ ขำ กับพระมหาสมปอง (คลาดเครียดดีนักแล)

ญาติโยมหลายท่านมักถามว่า
' ท่านบวชเรียนมาตั้งแต่อายุยังน้อย อยู่ในเพศบรรพชิตมามากกว่าครึ่งชีวิต
มีโอกาสสัมผัสชีวิตฆราวาสไม่มากนัก แล้วเอาข้อมูล วัตถุดิบหรือมุกมาจากไหนหนักหนา'

อาตมาก็ตอบว่า หลักๆ เลยก็คือ การอ่าน นอกจากนั้นก็หนัง ละคร ที่ญาติโยมดูกันนั่นแหละ
พอตอบออกไปอย่างนี้ โยมก็สวนกลับทันที ' ไม่ผิดข้อห้ามหรือท่าน'

อาตมาก็จะอธิบายไปว่า ดูเพื่อให้เท่าทันกิเลสจะได้สกัดมันถูก และที่สำคัญ หากอาตมาไม่รู้หรือไม่เข้า ใจตลอดจนไม่เท่าทันเรื่องราวทางโลกและ จะมาบรรยายธรรมให้ญาติโยมรู้สึกอินกันได้อย่างไรซึ่งนอกจากการอ่าน การดูและการฟังแล้ว หลายวัตถุดิบที่นำมาสร้างเป็นมุกฮา ก็ได้มาจากการพูดคุยกับเหล่าโยมๆ นี่แหละ

อย่างวันหนึ่งระหว่างที่อาตมากำลังฉันเพลอยู่ก็มีโยมท่านหนึ่งโทร.มา
' พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองนะคะ'
' หา อะไรนะ'
' พระอาจารย์เหรอคะ นี่อาตมาเองค่ะ'
' ถ้าโยมแทนตัวว่าอาตมา แล้วอาตมาจะแทนตัวอาตมาว่าอะไร'
' อ๋อ ขอโทษค่ะ'

หลังจากนั้นก็คุยธุระกันจนจบ อาตมาก็กล่าวว่า
' เจริญพร'
' ค่ะ เจริญพรเช่นกัน'
แน่ะ มีอวยพรให้พระด้วย

ข้างต้นก็คือ สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ ระหว่างพูดคุยกับเหล่าญาติโยม จนถือว่าเป็นเรื่อง
ปกติสำหรับอาตมาไปแล้ว หรืออย่างก่อนหน้านี้มีโยมผู้หญิงคนหนึ่ง เดินถือสังฆทานมาอย่างมาดมั่นพอเข้ามาในกุฏิแล้ว เธอก็มุ่งตรงไปที่พระบวชใหม่รูปหนึ่งทันที

' ถวายสังฆทานค่ะ'

พระบวชใหม่ด้วยความที่ยังจำบทสวดต่างๆ ไม่ค่อยคล่องนัก จึงหยิบหนังสือขึ้นมาดู

' ไม่ต้องค่ะ' โยมผู้หญิงคนนั้นกล่าวอย่างหนักแน่นตามสไตล์สาวมั่น

' ดิฉันท่องได้ค่ะ เพราะคุณยายพาเข้าวัดตั้งแต่เด็กๆ' เธอพนมมือขึ้น ก่อนกล่าวว่า
' อิมานิ มะยัง ภันเต สะปะริวารานิ คิกขุ สังโฆ' ( ที่ถูกต้อง จะต้องเป็น ภิกขุ สังโฆ)

พระบวชใหม่มีสีหน้างุนงง ก่อนหันมาถามอาตมา

' คิกขุสังโฆ นี่มันฟังทะแม่งๆ นะหลวงพี่'

อาตมาเกรงว่าโยมผู้นั้นจะหน้าแตก ก็เลยตอบไปว่า

' คิกขุ แปลว่า น่ารัก สังโฆ แปลว่า สงฆ์ คิกขุสังโฆ ก็คือ แด่พระสงฆ์ผู้น่ารัก'
เท่านั้นแหละ พระใหม่รูปนั้นนั่งยืดทั้งวันเลย

แต่ก็มีบางกรณี ที่การพูดผิดของคุณโยมทำให้อาตมาแทบจะสำลัก
อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ มีโยมท่านหนึ่งโทรศัพท์มา
' หลวงพี่ขา ขอเรียนเชิญนิมนต์ค่ะ'
' ไปไหนล่ะโยม'
' ไปมรณภาพที่บ้านน่ะค่ะ'
โห นิมนต์พระไปตายถึงที่บ้านเลย อาตมาจึงบอกไปว่า ถ้านิมนต์ไปงานศพไปให้ได้
แต่ถ้าเชิญไปมรณภาพนี่ ช่วงนี้อาตมาไม่ว่างจริงๆ ขอตัวเถอะนะโยม

จากตัวอย่างที่อาตมาเล่าไว้ข้างต้น คุณโยมอาจจะเห็นเป็นเรื่องขบขัน แต่มันก็สะท้อน
ให้เห็นความห่างเหินระหว่างคนกับวัดได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันนี้คนจะนึกถึงวัดในกรณีพิเศษเท่านั้น เช่นงานบวช งานศพ ต่างกับสมัยก่อนที่วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน ฆราวาสกับพระจึงสนทนากันไหลลื่น ไม่มีคำแปลกๆ หรือผิดที่ผิดทางออกมาให้พระสุดุ้งแต่อย่างใด ถ้าพูดถึงศัพท์แสงที่แสลงใจแล้ว ตอนไปบิณฑบาตอาตมาจะเจอบ่อยมาก เช่นมีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่กำลังเดินๆ อยู่ ก็ได้ยินเสียงใสๆ แว่วขึ้นมา

' แม่ๆ พระมาขอข้าว'
' มาเยอะไหมลูก'
' มา2 อัน'
โห เรียกอย่างกับชิ้นส่วนรถยนต์ นี่ถ้ามาเยอะๆไม่เรียกเป็นฝูงเลยเหรอ
ดังนั้นเวลาไปบรรยายธรรมให้นักเรียนฟังอาตมาจะนำเรื่องนี้ไปสอดแทรกเพื่อสอนเด็กๆ ด้วย

' ถ้าพระกิน เรียกว่า ฉัน'
' พระนอน เรียกว่า จำวัด' (บางคนเรียกขี้เกียจเป็นพระนอนไม่ได้)
' พระป่วย เรียกว่า อาพาธ'
' พระตาย เรียกว่า มรณภาพ' (ไม่ใช่เรียกป่อเต็กตึ๊งนะ)
' แล้วพระอาบน้ำล่ะ เรียกว่าอะไรเอ่ย'
คราวนี้อาตมาถามให้เด็กๆ ตอบบ้าง
' เรียกคนมาดู'

จบกัน
โดย : admin    ไอพี : *****



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ mocyc@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard