[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< สิงหาคม 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

สาระน่ารู้อื่นๆ
175 ปีแห่งความหลัง ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐ กำลังจะเลือนหาย

เสาร์ ที่ 21 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ.2552


When allies drift apart
By Shawn W Crispin
13/02/2009

การที่ระยะหลังๆ มานี้ประเทศไทยไม่ให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯในเรื่องบางเรื่องซึ่งวอชิงตันถือเป็นประเด็นสำคัญทางด้านความมั่นคง เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความจืดจางคลายตัวอย่างเด่นชัดของ “ความเป็นพันธมิตรที่เป็นมรดกตกทอด” ระหว่างประเทศทั้งสอง สายสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทยในยุคสงครามเย็นที่อยู่ในลักษณะของการพึ่งพาแบบผู้อุปถัมภ์-บริวาร ได้เกิดการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับระเบียบใหม่ในภูมิภาค ซึ่งจีนกำลังเข้ามีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรื่องของเรื่องก็คงเป็นอย่างที่อดีตนักการทูตไทยผู้หนึ่งพูดเอาไว้ว่า “สหรัฐฯเพียงแต่มีความสำคัญสำหรับเราน้อยลงกว่าในสมัยก่อน” เท่านั้นแหละ

กรุงเทพฯ – เมื่อปีที่แล้วศาลไทยได้ปฏิเสธไม่ยอมส่งตัวบุคคลสัญชาติอิหร่าน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่รับผิดชอบของสหรัฐฯกล่าวหาว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการลักลอบขนส่งชิ้นส่วนขีปนาวุธ นั่นเป็นความล้มเหลวครั้งแรกของการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างประเทศที่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์อย่างยาวนานทั้งสอง ฝ่ายไทยวินิจฉัยว่าเนื่องจากผู้ต้องสงสัยเป็นนายทหารอิหร่านที่ยังคงรับราชการอยู่ บุคคลผู้นี้จึงได้รับยกเว้นไม่เข้าข่ายตามสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่ไทยทำไว้กับสหรัฐฯ

เวลานี้ทั้งสองฝ่ายก็กำลังต่อสู้กันอุตลุดอีกครั้งในเรื่องการส่งตัว วิกตอร์ บุต ชาวรัสเซียผู้ถูกกล่าวหาเป็นพ่อค้าอาวุธ ซึ่งถูกรวบตัวที่กรุงเทพฯเมื่อปีที่แล้วในปฏิบัติการจู่โจมของสำนักงานปราบปรามยาเสพติดของสหรัฐฯ ถึงแม้ฝ่ายอเมริกันอ้างว่าบุตมีการสมรู้ร่วมคิดเพื่อสังหารพลเมืองอเมริกันหลายๆ คน แต่ฝ่ายไทยก็ดำเนินกระบวนการพิจารณาทางศาลที่ใช้เวลามาแล้วหลายเดือน มีรายงานว่าทางอัยการไทยไม่ได้ซักพยานตามแนวทางที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯเสนอแนะ และพวกเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยก็บอกกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯว่า ในการดำเนินการเกี่ยวกับคดีนี้ พวกเขาจะต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัสเซียด้วย

การที่ประเทศไทยไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องที่สหรัฐฯอ้างว่าเป็นประเด็นด้านความมั่นคงอันสำคัญยิ่งเช่นนี้ เป็นเครื่องหมายแสดงถึงความจืดจางคลายตัวในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง เป็นสัญญาณแสดงให้บางคนเห็นว่า วอชิงตันกำลังสูญเสียอิทธิพลเหนือประเทศที่เป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ของตนรายนี้อย่างช้าๆ แต่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันเพิ่งผ่านมาเพียง 5 ปีนี้เองที่สหรัฐฯมอบฐานะความเป็นพันธมิตรสำคัญนอกองค์การนาโต้ให้แก่ประเทศไทย เพื่อเป็นรางวัลทางทหารสำหรับการที่กรุงเทพฯให้ความร่วมมือกับวอชิงตันในการรณรงค์ทำ “สงครามต่อสู้การก่อการร้าย” ซึ่งรวมถึงการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นอัลกออิดะห์คนสำคัญมาก นั่นคือ ริดูอัน อิซามุดดีน หรือที่รู้จักโด่งดังในชื่อ ฮัมบาลี

ทั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยและฝ่ายสหรัฐฯในเวลานี้ต่างยอมรับว่า ความสัมพันธ์ระหว่างกันได้จางคลายลงไปแล้ว สืบเนื่องจากผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่ไปกันคนละทาง และความตึงเครียดทางการค้าที่กำลังเพิ่มทวีขึ้น ทั้งในประเด็นการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และการประสบความล้มเหลวในการเจรจาทำข้อตกลงการค้าเสรี(เอฟทีเอ)ระหว่างสองประเทศ ซึ่งพวกเจ้าหน้าที่ไทยเมื่อคิดทบทวนย้อนหลังไปแล้วก็รู้สึกว่าพวกเขาถูกหลอกลวงถูกยัดเยียด การที่ประเทศไทยกำลังมีเจตนารมณ์อย่างใหม่ที่กล้าเผชิญหน้ากับสหรัฐฯในประเด็นแกนกลางทางยุทธศาสตร์และทางการค้าเช่นนี้ เสมือนเป็นการป่าวร้องให้ทราบถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญมาก จากยุคสมัยที่มีเพียงขั้วอำนาจเดียว นั่นคือสหรัฐฯซึ่งมีอำนาจครอบงำทั่วไปหมด มาสู่ยุคใหม่ที่เกิดสมดุลแห่งอำนาจในระดับภูมิภาคจากการที่มี 2 ขั้วอำนาจ โดยที่มีจีนเข้ามาเกี่ยวพัน

สหรัฐฯกำลังสูญเสียที่มั่นอันสำคัญๆ ในภูมิภาคนี้ให้แก่จีน ซึ่งกำลังยกระดับความริเริ่มในทางอำนาจอ่อน (soft power) และการบูรณาการทางเศรษฐกิจ ให้กลายเป็นดอกผลทางอำนาจแข็ง (hard power) เป็นต้นว่า การร่วมซ้อมรบกับประเทศไทย อันเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แล้วในช่วงต่อไปของปีนี้ ยังจะมีการฝึกซ้อมปฏิบัติการของหน่วยรบพิเศษกับไทยอีกด้วย จริงอยู่ที่สหรัฐฯนั้นยังคงรักษาสายสัมพันธ์ที่เป็นเนื้อเป็นหนังเอาไว้กับประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นด้านการทหาร, ข่าวกรอง, และการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการฝึกร่วมทางทหารประจำปี “คอบราโกลด์” ทว่านักวิเคราะห์บางรายในเวลานี้ให้เหตุผลโต้แย้งว่า นี่กลับทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทยอยู่ในลักษณะถูกแปรให้มีแต่เรื่องความมั่นคงมากจนเกินไป

ขณะเดียวกัน สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯกับไทยกลับตกลงมาจนถึงจุดต่ำสุดใหม่ โดยมีต้นตอจากการที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯมีมติในปี 2007 ให้จัดประเทศไทยอยู่ใน “บัญชีรายชื่อผู้ที่จะต้องถูกจับตามอง” เนื่องจากเป็นผู้ล่วงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเลวร้ายที่สุด การลดเกรดของไทยคราวนี้เป็นปฏิกิริยาต่อการที่รัฐบาลไทยประกาศใช้สิ่งที่เรียกว่า “การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา” เพื่อที่จะผลิตและจำหน่ายจ่ายแจกยาชื่อสามัญทางยาที่มีราคาถูกกว่า อาทิ ยาต้านเชื้อเอชไอวี/เอดส์, และยาต่อสู้มะเร็ง ซึ่งพวกบริษัทยาสหรัฐฯถือสิทธิบัตรอยู่ การต่อสู้กันคราวนี้ ทั้งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯและเจ้าหน้าที่ไทยต่างยอมรับว่า กำลังทำลาย “ความไว้เนื้อเชื่อใจ” ระหว่างกันในสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศทั้งสอง

พ้นไปจากเรื่องธุรกิจแล้ว ยังเป็นที่กระจ่างชัดเจนว่าประเทศไทยล้มเหลวไม่ได้ร่วมส่วนเห็นดีเห็นงามกับความรับรู้เข้าใจของสหรัฐฯที่ว่า การผงาดโดดเด่นขึ้นอย่างรวดเร็วในระดับภูมิภาคของสหรัฐฯ คือสิ่งที่ต้องถือว่าเป็นภัยคุกคาม พวกข้าราชการไทยที่ทำงานด้านนโยบายการต่างประเทศชี้ให้เห็นถึงข้อเท็จจริงที่ว่า จีนได้เข้าร่วมเป็นภาคีสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือของสมาคมอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่สหรัฐฯนั้นแม้หลังจากนั้นมา 5 ปีก็ยังปฏิเสธไม่ยอมร่วมลงนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ นักการทูตจีนที่มีฐานอยู่ในกรุงเทพฯผู้หนึ่งกล่าวว่า ไม่ว่าสหรัฐฯจะใช้ความพยายามอย่างไรเพื่อปิดล้อมจีน ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ “สอดคล้องกับความเป็นจริง” หรือไม่ “สอดคล้องกับการปฏิบัติได้จริง” ทั้งสิ้น เนื่องจากจีนกำลังเพิ่มการบูรณาการทางเศรษฐกิจกับภูมิภาคแถบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ และความเคลื่อนไหวดังกล่าวของสหรัฐฯก็จะ “ไม่มีการสนับสนุน” จากประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

อย่างไรก็ดี การประเมินสถานการณ์ดังกล่าวบางทีอาจจะถูกต้องเพียงครึ่งเดียว นายฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ (ISIS) ในกรุงเทพฯ มองว่าในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเกิดการแบ่งขั้วกันเป็นประเทศที่อยู่บนคาบสมุทร กับประเทศที่อยู่บนแผ่นดินใหญ่ โดยที่พวกรัฐแผ่นดินใหญ่กำลังตกอยู่ใต้อิทธิพลของปักกิ่ง แต่พวกชาติที่เป็นเกาะ (รวมทั้งเวียดนามที่เป็นชาติชายฝั่ง) กลับรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยต่อการผงาดขึ้นของจีน และอยู่ในชมรมทางยุทธศาสตร์เดียวกันกับฝ่ายสหรัฐฯ ด้วยการที่กัมพูชา, ลาว, และพม่าเวลานี้ต่างอยู่ในวงโคจรของจีนอย่างมั่นคงแล้ว ประเทศไทยที่ยังปักหลักอยู่กับทั้งสองค่าย จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญของปักกิ่งในการมุ่งรวมตัวผนึกแผ่นดินใหญ่

เอมมา แชนเลตต์-เอเวอรี ผู้เชี่ยวชาญผู้หนึ่งของสำนักงานบริการวิจัยแห่งรัฐสภาสหรัฐฯ มองสายสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทยว่ามี “ความเป็นพันธมิตรที่เป็นมรดกตกทอด” โดยไม่ได้มี “การพูดจาสนทนาทางยุทธศาสตร์อันยั่งยืน” เธอบอกว่าสถาบันด้านกลาโหมของสหรัฐฯมีความสงสัยข้องใจว่าสามารถที่จะไว้เนื้อเชื่อใจไทยเสมือนเป็นพันธมิตรร่วมสนธิสัญญาผู้หนึ่งได้หรือไม่ ถ้าหากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับจีนปะทุขึ้นมา บททดสอบประการหนึ่งที่สามารถใช้วัดความภักดีในเรื่องนี้อย่างได้ผล อาจจะอยู่ในลักษณะการขอร้องของฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งกำลังมีแผนการปรับเปลี่ยนและโยกย้ายจัดกำลังทหารกันใหม่อยู่แล้ว ที่จะขอโยกย้ายทรัพย์สินทางยุทธศาสตร์จากย่านเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มายังสถานที่ตั้งทางทหารของไทย ไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้อเสนอที่สหรัฐฯอาจจะทำจริงๆ เช่นนี้ จะต้องถูกต่อต้านจากฝ่ายจีนแน่นอน

**เพื่อนมิตรชั้นยอดรายใหม่**

เป็นเรื่องสำคัญอย่างแน่นอนไม่มีข้อสงสัยเลย ที่รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯคนใหม่ ฮิลลารี คลินตัน เลือกที่จะเยือนอินโดนีเซียและมองข้ามไทย ในระหว่างการเดินทางสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เที่ยวแรกของเธอ บางคนในกรุงเทพฯมองเห็นการดูแคลนไทยตั้งแต่กกำหนดการเดินทางของคลินตันแล้ว นั่นคือนักการทูตระดับสูงสุดของสหรัฐฯผู้นี้เดินทางเยือนภูมิภาคแถบนี้และจากไป เพียง 1 สัปดาห์ก่อนที่ไทยจะเล่นบทเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีระดับผู้นำของอาเซียน อันเป็นงานที่รัฐมนตรีต่างประเทศอเมริกันในอดีตเคยมาเข้าร่วม ขณะที่นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าการเยือนอินโดนีเซียของคลินตันมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์ ในแง่ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามาเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นช่วงหนึ่งเมื่อตอนเป็นเด็ก แต่คนอื่นๆมีความเห็นว่ามันเป็นบทโหมโรงบทแรกเพื่อมุ่งที่จะสานความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ครั้งใหม่กับชาติหมู่เกาะรายนี้

พวกผู้เชี่ยวชาญทางทหารกล่าวว่า หากสหรัฐฯสามารถได้ฐานทัพนาวีแห่งใหม่ๆ นอกเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ก็จะทำให้กองทัพเรือที่ 7 ของสหรัฐฯมีสมรรถนะใหม่ๆ ทางนาวีอันสำคัญมากเมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องความสามารถของสหรัฐฯที่จะเข้าไปปิดล้อมช่องแคบมะละกาที่อยู่ใกล้ๆ ถ้าหากมีความขัดแย้งกับจีน ทั้งนี้ ในปัจจุบันเชื้อเพลิงนำเข้าของจีนราว 70-80% ทีเดียวต้องผ่านช่องแคบแห่งนี้ เชื่อกันว่าอินโดนีเซียซึ่งกำลังอ้างสิทธิทางทะเลหลายๆ อย่างทับซ้อนกับจีน รวมทั้งพื้นที่ซึ่งอุดมด้วยน้ำมันและก๊าซ กำลังเฝ้ามองด้วยความระแวงระวังต่อสมรรถนะทางนาวีของจีนที่มีการปรับปรุงยกระดับขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ดี ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯตั้งใจที่จะลดระดับคำมั่นสัญญาทางยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทยในเร็ววันนี้อย่างแน่นอนแล้ว พวกนักการทูตสหรัฐฯและเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยยังคงพูดถึงความจำเป็นที่จะต้อง “เพิ่มพลัง” ให้แก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งสอง ยังไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงยกเครื่องอย่างมโหฬาร แต่ถ้าหมากทีเด็ดของโอบามาคือการเปลี่ยนรูปโฉมด้านการทูตของสหรัฐฯ โดยเน้นไปยังพวกประเทศที่ (อนุมานเอาว่า) ให้ความสำคัญกับคุณค่าแห่งระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกับสหรัฐฯแล้ว ประชาธิปไตยที่ผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของอินโดนีเซีย ก็อาจจะพูดได้ว่าเข้ากับหลักเกณฑ์เช่นนี้ได้ดีกว่าการเมืองของไทยที่ถอยหลังกลับสู่อิทธิพลของทหาร และปราบปรามการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี

คำประกาศของโอบามาที่ว่าเขาจะสั่งปิดคุกลับทุกแห่งที่คณะรัฐบาลจอร์จ ดับเบิลยู บุช จัดตั้งขึ้นมาตามประเทศพันธมิตรต่างๆ เพื่อคุมขังและสอบสวนผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายที่ถูกจับตัวมา ถือได้ว่าเป็นการพูดเล็งตรงมายังประเทศไทยตลอดจนการที่ไทยสมรู้ร่วมคิดกับนโยบายอันก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างสูงของรัฐบาลบุชนี้ เจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯในกรุงเทพฯผู้หนึ่งเคยยอมรับก่อนหน้านี้ว่า สถานที่ประเภทนี้ครั้งหนึ่งเคยมีอยู่ในประเทศไทย ทว่ามันได้ถูกปิดลงภายหลังหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์เปิดโปงคุกลับแห่งนี้ อีกทั้งในเวลาต่อมายังได้รายงานเปิดโปงเทคนิคในการทรมานต่างๆ ที่ใช้กับผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ก่อการร้ายในคุกลับนี้ด้วย

สายสัมพันธ์อันสนิทสนมที่สหรัฐฯมีอยู่กับชนชั้นนำและพวกนายทหารไทยเกษียณอายุผู้ทรงอิทธิพล โดยเป็นความสัมพันธ์อันยาวนานที่มักก่อตัวขึ้นในท่ามกลางความขัดแย้งแห่งยุคสงครามเย็นนั้น อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นอันตรายต่อความสามารถของวอชิงตันที่จะส่งเสริมสนับสนุนอย่างแท้จริงต่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยด้วยซ้ำ ในยุคของบุชนั้น วัตถุประสงค์ด้านนโยบายการต่างประเทศเหล่านี้ ถูกถือว่ามีความสำคัญด้อยกว่าความเชื่อมโยงทางยุทธศาสตร์ โดยที่บ่อยครั้งการคำนึงทางด้านยุทธศาสตร์เช่นนี้ กลายเป็นการทำลายความริเริ่มส่งเสริมประชาธิปไตยด้วยซ้ำ ดังที่นโยบายคุกลับของสหรัฐฯได้แสดงให้เห็นแล้ว

สหรัฐฯมีเจตนารมณ์หรือไม่ที่จะลดระดับคำมั่นสัญญาทางยุทธศาสตร์ต่อประเทศไทย ถือเป็นบททดสอบอันสำคัญต่อความมุ่งมั่นผูกพันกับประชาธิปไตยของโอบามา ในการประชุมของ ISIS ซึ่งจัดขึ้นในประเทศไทยเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้เข้าร่วมประชุมจากสหรัฐฯผู้หนึ่งกล่าวถึงความสำคัญของการที่สหรัฐฯจะต้องสามารถเข้าไปใช้ฐานทัพอากาศอู่ตะเภาของไทย อันเป็นสนามบินแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีศักยภาพในการสนับสนุนการปฏิบัติการส่งกำลังบำรุงขนาดใหญ่ๆ ได้ โดยผู้เข้าร่วมประชุมผู้นี้ย้ำว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะประเมินค่าให้ต่ำเกินไป” ในเรื่องผลประโยชน์ทางทหารของฐานทัพแห่งนี้

สหรัฐฯนั้นได้ใช้สิ่งปลูกสร้างต่างๆ ของไทยเหล่านี้อย่างเสรีตามใจชอบ รวมทั้งในการให้เครื่องบินที่เดินทางข้ามแปซิฟิกตามเส้นทางไปปฏิบัติการทางทหารในอิรักและอัฟกานิสถาน ได้ลงจอดและเติมน้ำมัน ดังนั้น บางคนจึงเชื่อว่าพลวัตแบบพึ่งพาในลักษณะผู้อุปถัมภ์-บริวาร อันเป็นลักษณะโดดเด่นของสายสัมพันธ์สหรัฐฯ-ไทยในระหว่างสงครามเย็น โดยที่วอชิงตันคอยหว่านโปรยความช่วยเหลือทางการทหารและทางเศรษฐกิจให้แก่กรุงเทพฯนั้น ได้เกิดการแปรเปลี่ยนไปสู่ระเบียบใหม่ระดับภูมิภาคที่มีสองขั้วเสียแล้ว อดีตเอกอัครราชทูตไทยผู้หนึ่งพูดเอาไว้ว่า “สหรัฐฯเพียงแต่มีความสำคัญสำหรับเราน้อยลงกว่าในสมัยก่อน” เท่านั้นแหละ

ฌอว์น ดับเบิลยู คริสพิน เป็นบรรณาธิการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียไทมส์ออนไลน์ อาจติดต่อกับเขาได้ที่ swcrispin@atimes.com

thank http://www.atimes.com/



เข้าชม : 57048


สาระน่ารู้อื่นๆ 5 อันดับล่าสุด

      เสื้อติดซิป...แรงบันดาลใจจากตำรวจไทย 29 / พ.ย. / 2557
      ทำความรู้จักกับ....ไวรัสอีโบลา 20 / ส.ค. / 2557
      2012-2015 เตรียมรับมือพายุสุริยะ 10 / ธ.ค. / 2555
      1 ตำรวจ 1 โรงเรียน 23 / ก.ค. / 2555
      11 สุดยอดอาหารบำรุงสมองและความจำ 18 / ก.พ. / 2555


   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard