[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< มกราคม 2562 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

ความรู้เกี่ยวกับ IT
NASA\'s Project blue beam โครงการสตาร์วอร์ ฮาร์พ โครงการที่น่าจับตามองของนาซ่า

จันทร์ ที่ 29 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551



หลังจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิที่เพิ่งผ่านพ้นไป พร้อมกับได้คร่าชีวิตผู้คนบนโลกไปถึงเกือบ๓๐๐๐๐๐ ชีวิต หลายฝ่ายได้ตั้งคำถามกันว่า อะไรกันแน่คือสาเหตุของภัยพิบัติครั้งนี้
              
                            บ้างเชื่อว่าเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เท่านั้น บ้างก็ตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นผลจากการที่มนุษย์ได้ตักตวงทรัพยากรและทำลายธรรมชาติไปอย่างมากมายมหาศาลเป็นเวลาช้านาน จนโลกขาดสมดุล
              นอกจากนี้ยังมีผู้คนอีกกลุ่ม ที่แม้จะเห็นด้วยว่าการทำลายสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยสารพิษที่ก่อให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนนั้น เป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่นำไปสู่สภาพดินฟ้าอากาศวิปริตทั่วโลก  แต่ทว่าไม่พอเพียงที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์พิสดารทางธรรมชาติต่างๆ ที่ เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในช่วงไม่นานมานี้
              พวกเขาเชื่อว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ทราบแหล่งที่มา ซึ่งเริ่มปรากฏตัวขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และได้ทวีความรุนแรงขึ้นในเดือนธันวาคมปีที่แล้วต่างหาก คือสาเหตุที่แท้จริงของความวิปริตทั้งปวง ทั้งนี้ฝ่ายหนึ่งคาดว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้มีที่มาจากการระเบิดในอวกาศที่ห่างไกลของดาวที่เรียกว่าซูปเปอร์โนวา แต่อีกฝ่ายเชื่อว่า เกิดจากอาวุธใหม่ที่มนุษย์เป็นผู้สร้างขึ้น  พวกเขาเหล่านี้มีหลักฐานอะไร

ยุคแห่งวิปริตทางธรรมชาติ
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมานี้เอง องค์กรสหประชาชาติได้จัดการประชุมขึ้น ณ เมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นเพื่อหาทางแก้ไขผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นมากอย่างน่าตกใจ  รายงานของที่ประชุมดังกล่าวระบุว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาประชากรโลกกว่า ๒.๕ พันล้านคน ต้องประสบกับภัยภิบัติทางธรรมชาติ เป็นจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นกว่าในช่วงทศวรรษก่อนถึง ๖๐%   และในจำนวนผู้บาดเจ็บและล้มตาย กว่าครึ่งเกิดจากอุทกภัยและแผ่นดินไหว              
              ไม่เพียงแต่แนวโน้มการเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นในระยะยาวเท่านั้น แต่ทว่าเป็นที่น่าประหลาดว่าในปี ๒๕๔๗ จำนวนภัยพิบัติทางธรรมชาติดูเหมือนจะเพิ่มจำนวนและความรุนแรงขึ้นอย่างผิดปรกติ
               ทั้งนี้บริษัทมิวนิก รี บรรษัทธุรกิจประกันภัยเสริม(reinsurance) รายใหญ่ที่สุดของโลก ระบุในรายงานชื่อ “ภัยพิบัติทางธรรมชาติ”ประจำปี ๒๕๔๗ ว่า เป็นปีหายนะของธุรกิจประกันภัยทั่วโลกจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งปีกว่า ๕๖๐ ครั้ง                                      
              ทางบริษัทประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดจากภัยพิบัติในปีที่แล้ว ว่ามีมูลค่าทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า ๕ ล้านล้านบาท  มากกว่ามูลค่าความสูญเสียที่เกิดในปี ๒๕๔๖ กว่าหนึ่งเท่าตัว ทั้งนี้ยังไม่รวมความเสียหายที่เกิดจากคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม
             ยิ่งไปกว่านี้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มิได้มีแต่กรณีการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิขึ้นเป็นครั้งแรกในมหาสมุทรอินเดียเท่านั้นที่เป็นเหตุการณ์ผิดปรกติทางธรรมชาติ ทว่ามีเหตุการณ์แปลกประหลาดอื่นๆ เกิดขึ้นอีกมากมาย อาทิ

              วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๔๗ เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ทราบแหล่งที่มา วัดความรุนแรงได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ไหลเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก  ยังผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ  กล่าวคือทำให้พื้นที่กว่า ๒๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรในประเทศจีน ถูกหมอกหนาปกคลุมในวันถัดมา จนทำให้การคมนาคมแทบทั้งหมดต้องหยุดชะงักลง   และยังเกิดเหตุการณ์หมอกหนาจัดปกคลุมพื้นที่มหาศาลขึ้นอีก ๒ ครั้งในวันที่ ๑๔ และ ๒๑ เดือนเดียวกันในประเทศจีนและอินเดียตอนเหนืออีกด้วย
              ผลของพลังงานแม่เหล็กอันไม่ทราบที่มานี้ยังส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์พิสดารอื่นๆ อีกทั่วซีกโลกเหนือ เช่น เกิดลมพายุที่มีความรุนแรงเทียบเท่าพายุเฮอริเคนในผรั่งเศส  เยอรมัน อังกฤษ แคนาดา รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา  รวมทั้งส่งผลให้อุณหภูมิลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในหลายพื้นที่อีกด้วย
              เดือนสิงหาคมและกันยายน  เฮอริเคนอเล็กซ์ ไอแวน ฟรานซิส  ชาลี และ จีน เฮอริเคนถึงสี่ลูกกับอีกหนึ่ง พายุโซนร้อนได้ก่อตัวขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน ในแถบแคริบเบียนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยังผลให้มีผู้คนหลายพันคนใน ๖ ประเทศต้องถึงแก่ชีวิต และอีกหลายแสนคนต้องปราศจากที่อยู่อาศัย  
              เดือนสิงหาคมที่จีน เกิดพายุไต้ฝุ่นรานามิน  พายุที่มีความรุนแรงที่สุดในรอบ ๔๘ ปีทำให้มีผู้เสียชีวิต ๑๖๔ คน บาดเจ็บกว่า ๑,๘๐๐ คน และคาดว่าถึงกว่า ๑๓ ล้านคนได้รับผลกระทบ
              เพียงในระยะเวลา ๕ เดือนหลังของปีที่แล้ว มีรายงานการเห็นลูกไฟอุกาบาตมากกว่าถึง ๕๐ ครั้ง ทั่วโลก ในขณะที่สมาคมอุกาบาตของสหรัฐระบุว่าแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการเห็นลูกไฟอุกาบาตเกินกว่าเพียงปีละไม่กี่ครั้ง  
              หน้าร้อนปี ๒๕๔๗ ญี่ปุ่นต้องเผชิญกับพายุไต้ฝุ่นมากครั้งที่สุดเป็นประวัติการณ์ เฉลี่ยแล้วหนึ่งลูกทุกสัปดาห์ตลอดฤดูกาล
              มีนาคม เป็นครั้งแรกที่มีพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนใต้ ทำลายทฤษฎีที่เชื่อว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดพายุเฮอริเคนก่อตัวขึ้นในบริเวณนี้ ด้วยลมพายุความเร็วถึง ๑๕๐ ก.ม.ต่อช.ม.  ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตนับสิบคนในประเทศบราซิล
              นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์ผิดธรรมชาติต่างๆ อีกมากมายที่เกิดขึ้นทั่วไปตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เช่น ร้อนที่สุด หนาวที่สุด  ฝนตกมากที่สุด แล้งที่สุด ภูเขาไฟปะทุขึ้นพร้อมกัน แผ่นดินไหว ลมพายุรุนแรง ฯลฯ  
              
ธรรมชาติวิปริตเกิดจากทฤษฎีโลกร้อนจริงหรือ
              ผู้คนทั่วไปมักเชื่อคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ว่า ความผิดปรกติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้มีต้นตอมาจากการเผาผลาญพลังงานฟอสซิลและทำให้เกิดก็าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประกอบกับการปล่อยสารซีเอฟซีที่ทำลายชั้นโอโซน ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจกจนอุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ
              ทว่าคำอธิบายข้างต้นหาได้เป็นที่ยอมรับเป็นเอกฉันท์ในวงการวิทยาศาสตร์ไม่  ตรงกันข้ามยังมีการโต้แย้งกันถึงข้อบกพร่องในทฤษฎีเรือนกระจกและทฤษฏีโลกร้อนตลอดมา
              ทฤษฎีเรือนกระจกนั้น  ข้อบกพร่องอยู่ที่ เหตุใดรูโหว่ในชั้นบรรยากาศโลกจึงไม่เกิดขึ้นเหนือพื้นที่ที่มีสถิติการปล่อยสารซีเอฟซีเป็นจำนวนมาก อาทิ  เหนือเมืองใหญ่และเขตอุตสาหกรรมต่างๆ แต่กลับไปเกิดขึ้นยังบริเวณขั้วโลกทั้งสองด้าน  
              ทั้งนี้ ทีมวิจัยของอังกฤษได้รายงานเมื่อปลายปีที่แล้วว่าชั้นโอโซนในบริเวณขั้วโลกใต้มีปริมาณโอโซนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวถึง ๑๐%  
ในส่วนของทฤษฎีโลกร้อนนั้น ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่บริเวณผิวพื้นโลกและการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศระดับล่างและกลาง ในช่วง ๒๐ปีมานี้ พิสูจน์ว่าทฤษฎีนี้ผิดพลาด เนื่องจากพบว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน อุณหภูมิที่ผิวพื้นโลกสูงขึ้นจริงแต่อุณหภูมิในชั้นบรรยากาศกลับไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหากทฤษฎีโลกร้อนถูกต้องแล้ว อุณหภูมิทั้งสองบริเวณนี้จะต้องสูงขึ้นเช่นเดียวกัน

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ทราบที่มา: กุญแจไขปริศนา
นักวิทยาศาสตร์ตรวจพบคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสีแกมม่า) นี้ได้ในบริเวณขั้วโลกเหนือเป็นครั้งแรกเมื่อกว่า ๕ ปีมาแล้ว และหลังจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ก็ได้พบว่าปริมาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นทั้งจำนวนความถี่และความรุนแรง
ท้องฟ้าในบริเวณขั้วโลกเหนือที่ปรกติมืดมิดตลอดเวลาในช่วงฤดูหนาว ปัจจุบันกลับมีแสงสว่างเกิดขึ้นเป็นประจำ  “ขอบฟ้าถูกยกสูงเหมือนกับชูขึ้นด้วยมือของพระเป็นเจ้า”นายเดวิดสันกล่าว  เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลแคนาดาซึ่งประจำการอยู่ที่สถานีตรวจสอบอากาศเมืองเรซาลูด เบย์ ทวีปอาร์คติก
              นักวิทยาศาสตร์หลายฝ่ายเชื่อว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าลึกลับนี้คือต้นเหตุของความวิปริตทั้งมวลที่เกิดขึ้นตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
              ทั้งนี้ มีงานวิจัยของกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ในสหรัฐที่พบว่า อิทธิพลรังสีแกมม่าสามารถทำให้เกิดรูโหว่ในชั้นโอโซน โลกเย็นลง ฝนกรดและการเกิดเมฆหมอกได้
              ผลของงานวิจัยนี้ได้ถูกยืนยันอีกครั้งโดยการค้นพบของทีมนักวิทยาศาสตร์เยอรมันจากสถาบันนิวเคลียร์ฟิสิกส์แมกส์ แพลงค์ สถาบันเลื่องชื่อของโลกในปี ๒๕๔๕      
              ไม่เพียงแต่รังสีแกมม่าน่าจะเป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศเท่านั้น  แต่ด้วยคุณสมบัติที่เป็นพลังงานแม่เหล็กจึงส่งผลต่อสนามแม่เหล็กโลก และอาจสามารถกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดได้อีกด้วย
              ผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์ประจำสถาบันภูมิฟิสิกส์ประเทศจอร์เจีย  จากการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบเป็นเวลา ๓๐ ปี จากปี ๒๕๐๑ – ๒๕๓๑ สรุปว่าปฏิกิริยาระหว่างโลกกับสนามพลังงานแม่เหล็กเป็นปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงสูงกว่า ๖ ริกเตอร์ขึ้นไป    
              ในส่วนของจำนวนดาวตกที่เพิ่มขึ้นมากผิดปรกติในปีที่แล้วก็เช่นกัน แม้จะยังไม่มีผลงานวิจัยในด้านนี้อยู่เลยก็ตาม   แต่นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกหลายคนก็เริ่มตั้งข้อสันนิษฐานว่า มีความเป็นไปได้ที่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจเกี่ยวข้องกับจำนวนดาวตกที่เพิ่มขึ้น



คลื่นพลังงานแม่เหล็กเหล่านี้มาจากไหน
ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดถึงที่มาของคลื่นพลังงานแม่เหล็กลึกลับซึ่งยังคงสร้างความวิปริตทางธรรมชาติทั่วโลกในขณะนี้  นักวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งคาดว่า   คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี้น่าจะมาจากการระเบิดของซุปเปอร์โนวาหรือดาวฤกษ์ที่กำลังจะดับสูญชื่อ SN1987a เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากโลก ๑๒,๐๐๐ ล้านปีแสงเมื่อปี ๒๕๓๐ การระเบิดครั้งนั้นถือเป็นการระเบิดที่รุนแรงที่สุดในจักรวาลเป็นอันดับ ๒ รองจากการระเบิดที่เรียกว่าบิ๊กแบงในปี ๒๕๔๐
“การระเบิดของดาว SN1987a ปลดปล่อยพลังงานอภิมหาศาลในหนึ่งวินาที เทียบได้กับพลังงานของดาวฤกษ์ทั้งหมดในจักรวาลรวมกัน” สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นรายงาน ทั้งนี้คาดว่าโลกจะสามารถแลเห็นการระเบิดนี้ได้ก่อนปี ๒๕๕๓
               ทั้งนี้ ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกส่วนหนึ่งที่เชื่อว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าปริศนานี้ มีที่มาจากในโลกนี้เองและเกิดจากการกระทำของมนุษย์ หลายฝ่ายชี้ชัดมายังอาวุธในโครงการของกองทัพสหรัฐที่มีชื่อว่า “ฮาร์พ” (High Frequency Active Auroral Reseach Program)
              ฮาร์พเป็นส่วนสำคัญในยุทธศาสตร์การริเริ่มป้องกันทางทหารของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการสตาร์วอร์ ฮาร์พถูกริเริ่มขึ้นในยุคของประธานาธิบดีเรแกน โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ เพื่อศึกษา “การใช้ไอโอโนสเฟีย(ชั้นบรรยากาศระดับบน) เพื่อเป้าหมายของกระทรวงกลาโหม”
                นายอีสแมน เจ้าของลิขสิทธิ์เทคโนโลยีที่ใช้ในโครงการนี้ กล่าวถึงฮาร์พว่า “สามารถรบกวนระบบโทรคมนาคมทั้งหมดในพื้นที่ขนาดใหญ่มากบนโลก...เบี่ยงเบนทิศทางหรือทำลายจรวดและเครื่องบิน...ปรับเปลี่ยนภูมิอากาศ...”
              ดอกเตอร์เมกิช นักวิทยาศาสตร์ผู้หนึ่งที่ติดตามโครงการฮาร์พ อธิบายถึงการทำงานของอาวุธนี้ว่า  ฮาร์พ “อาศัยเทคโนโลยีการส่งคลื่นวิทยุพลังมหาศาลในการยกบริเวณชั้นบรรยากาศส่วนบนของโลก( ไอโอโนสเฟีย  )ขึ้น โดยเล็งพลังงานไปยังพื้นที่บนชั้นบรรยากาศและเผาบริเวณนั้นจนร้อน( หลอมละลายจนกลายเป็นเสมือนจานพลาสม่าขนาดยักษ์ที่สามารถรับส่งคลื่นได้) จากนั้นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าก็จะสะท้อนกลับมายังโลกและทะลุทะลวงทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มี”

อะไรที่ชี้ว่าเทคโนโลยีในการบังคับดินฟ้าอากาศมีจริง
หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดอยู่ที่การยอมรับเกี่ยวกับเทคโนโลยีในการบังคับดินฟ้าอากาศของบุคคลสำคัญ สถาบันและองค์กรชั้นนำระดับโลกต่างๆ อาทิ
              เอกสารชื่อ “กองทัพอากาศสหรัฐ ๒๐๐๕“ ที่ประกาศใช้ในปี ๒๕๓๙ ได้ระบุเป้าหมายในอนาคตของกองทัพอากาศสหรัฐว่า “การเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศจะเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทั้งในและระหว่างประเทศและสามารถทำได้แบบเอกภาคี...มันเป็นไปได้ทั้งเชิงการรุกและรับหรือกระทั่งในการข่มขู่ศัตรู...ความสามารถในการทำฝน  หมอก และพายุ หรือเพื่อเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศนอกโลก...และการสร้างดินฟ้าอากาศต่างๆ นี้ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยีแบบบูรณาการซึ่งสร้างเสริมศักยภาพให้กับสหรัฐหรือลดทอนศักยภาพของศัตรู...”
              จริงอยู่ที่ข้อความข้างต้นนี้เป็นเพียงเป้าในอนาคต  แต่ก็หมายถึงว่า ก่อนหน้าการประกาศ สหรัฐได้ทำเริ่มลงทุนพัฒนาและทดลองเทคโนโลยีการควบคุมดินฟ้าอากาศเป็นประจำมาเป็นเวลาช้านาน จนกว่าจะมั่นใจได้ว่าสามารถบรรลุภาระกิจที่ตั้งไว้ได้
              ปี ๒๕๓๙  สำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานคำพูดของนายวิเลียม โคเฮน  รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐในขณะนั้น ที่กล่าวเกี่ยวกับการก่อการร้าย  ณ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย  ตอนหนึ่งมีใจความว่า “การป้องกันเกี่ยวกับอาวุธที่ไม่ธรรมดาจะต้องเพิ่มมากขึ้น  เมื่อกลุ่มผู้ก่อการร้ายพัฒนาอาวุธเคมีและเชื้อโรคและกรรมวิธีทางพลังงานแม่เหล็กที่สามารถเปิดรูโหว่ในชั้นโอโซนหรือกระตุ้นให้เกิดแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดได้”
เป็นไปได้หรือที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะสามารถค้นคิดอาวุธร้ายแรงเหล่านี้ได้ด้วยตัวเอง  เพราะตลอดมาพวกเขามีศักยภาพเพียงการลอกเลียนและประยุกต์อาวุธขึ้นจากเทคโนโลยีที่มีบรรดาประเทศมหาอำนาจได้ค้นคิดพัฒนาและใช้การได้จริงแล้วทั้งสิ้น
              ปี ๒๕๔๔ วุฒิสมาชิกสหรัฐจากรัฐโอไฮโอนาย เดนิส คูชินิชได้ เสนอร่างกฎหมายเลขที่ HR 2977 ว่าด้วยการห้ามใช้อาวุธในอวกาศ ตอนหนึ่งของร่างนี้กล่าวถึง “อาวุธทางภูมิอากาศหรืออาวุธทางรอยเลื่อนของชั้นแผ่นดิน”  เป็นไปได้หรือที่ผู้ที่เป็นถึงวุฒิสมาชิกสหรัฐจะกล้าเสนอกฎหมายนี้หากปราศจากหลักฐานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธเหล่านี้
               นอกจากบุกคลสำคัญและองค์กรของสหรัฐเองจะกล่าวถึงการพัฒนาและทดลองอาวุธที่เปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศแล้ว บุคคลสำคัญและองค์กรในระดับโลกต่างๆ ก็ได้เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้อาวุธนี้มาแล้วด้วย
                  ที่ประชุมใหญ่องค์กรสหประชาชาติประจำปี ๒๕๔๐  ได้มีการลงนามในอนุสัญญา “การห้ามใช้เทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศเพื่อการทหารและการรุกราน  ที่สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวาง ยาวนานและรุนแรง”  ทั้งนี้นิยามของ  “เทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนดินฟ้าอากาศ”  หมายถึง “เทคโนโลยีที่จงใจดัดแปลงกระบวนการทางธรรมชาติ  การเคลื่อนไหว องค์ประกอบ  โครงสร้างของโลกรวมถึงชั้นบรรยากาศต่างๆหรืออวกาศ”

หลักฐานที่ชี้ถึงแสนยานุภาพของฮาร์พ
             ในปี ๒๕๔๖  สมาชิกของคณะกรรมาธิการถึงสี่คณะของสภาสูงสุดรัสเซียหรือสภาดูม่า และสมาชิกสภาทั้งหมด ๙๐ ท่าน ได้ร่วมกันลงชื่อในรายงานเสนอต่อประธานาธิบดีวลาดีเมีย ปูติน องค์กรสหประชาชาติและประเทศสมาชิก องค์กรระหว่างประเทศต่างๆ  ผู้นำและรัฐสภาของทุกประเทศ  องค์กรทางวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงและสื่อมวลชนชั้นนำของโลก เพื่อเรียกร้องให้ประชาคมโลกมีมติห้ามสหรัฐทดลองอาวุธที่มีแสนยานุภาพสูงนี้  ในรายงานนี้ปรากฏข้อความดังนี้ “ภายใต้โครงการฮาร์พ  สหรัฐกำลังสร้างอาวุธใหม่ทางธรณีฟิสิกส์ซึ่งอาจสามารถส่งอิทธิพลต่อชั้นบรรยากาศใกล้โลกด้วยคลื่นวิทยุความถี่สูง”
           “แสนยานุภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้  อาจเทียบได้กับการเปลี่ยนแปลงจากอาวุธมีคม สู่อาวุธปืน  หรือจากอาวุธธรรมดา สู่อาวุธนิวเคลียร์”
            รายงานนี้ยังระบุอีกว่าสหรัฐกำลังสร้างอาวุธฮาร์พนี้ในพื้นที่ ๓ แห่ง  แห่งแรกที่รัฐอะลาสก้า  สหรัฐอเมริกา  แห่งที่สองที่กรีนแลนด์ และที่สามในประเทศนอร์เว  ทั้งนี้สหรัฐเตรียมที่จะเริ่มทดลองอย่างเต็มที่ได้ตั้งแต่ต้นปี ๒๕๔๖
           “เมื่ออุปกรณ์ทั้งหมดได้ถูกส่งขึ้นสู่อวกาศจาก อะลาสก้า นอร์เว และกรีนแลนด์  ความแม่นยำในการกำหนดเป้าหมายพร้อมกับอานุภาพอันมหัศจรรย์ จะนำไปสู่ความสามารถอันแท้จริงในควบคุมชั้นบรรยากาศใกล้โลก”  รายงานของสภาดูม่าสรุป
             ก่อนหน้านี้ในปี ๒๕๔๑  คณะกรรมมาธิการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ  ความมั่นคงและนโยบายการทางทหาร  ก็ได้เคยร้องเรียนต่อรัฐสภาสหภาพยุโรปจากกรณีที่สหรัฐปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่าในการเปิดเผยข้อมูลและอนุญาตให้องค์กรอิสระระดับนานาชาติเข้าไปตรวจสอบโครงการฮาร์พ  อีกทั้งยังเรียกร้องให้รัฐสภายุโรปร่างสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมจากกิจกรรมทางการทหารด้วย  
ทั้งนี้ สหรัฐประกาศว่า ปัจจุบันโครงการฮาร์พกำลังอยู่ในชั้นตอนสุดท้ายของการขยายกำลังส่ง และคาดว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ให้ใช้การได้เต็มที่ในราวปี ๒๕๔๙ หรือเพียงอีกราวหนึ่งปีข้างหน้านี้

สรุป
ในวันนี้คงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะพยายามติดตามค้นหาข้อเท็จจริงถึงสาเหตุของวิปริตทางธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นกับโลกใบนี้  เพราะไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของธรรมชาติ หรือฝั่งที่เชื่อว่าเป็นฝีมือมนุษย์ ต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่า มวลมนุษยชาติกำลังจะเผชิญหน้ากับภัยพิบัติที่ใหญ่หลวงในอนาคตอันใกล้นี้  แต่แน่นอนการคาดการณ์ของพวกเขาอาจะผิดก็ได้
สิ่งที่สังคมไทยน่าจะพิจารณาก็คือ ในอนาคตอันใกล้นี้  มีความเป็นไปได้ที่สังคมไทยจะต้องเผชิญกับมหันตภัยทางธรรมชาติต่างๆ ที่รุนแรงและใหญ่หลวงเสียยิ่งกว่าคลื่นยักษ์สึนามิที่เพิ่งผ่านพ้นไป ทว่าในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ โอกาสที่ประชาชนคนไทยจะต่อสู้จนได้มาซึ่งรัฐบาลที่ดี พอที่เรียกได้ว่าพวกเขาคือตัวแทนของพวกเรานั้น แทบเป็นไปไม่ได้เลย  และต่อให้ความฝันนี้เป็นจริง  พวกเขาก็มิอาจปกป้องช่วยเหลือพวกเราจากภัยพิบัติต่างๆ เหล่านี้ได้แต่อย่างใด
               ฉะนั้นวันนี้  การฝากอนาคตทั้งหมดของสังคมไทยใว้ในมือรัฐบาลแต่ฝ่ายเดียวจึงไม่เพียงพอเสียแล้ว  เพื่อความไม่ประมาท เราควรต้องเริ่มคิดอ่านเตรียมการเพื่อความอยู่รอดของพวกเรากันเองด้วย



เข้าชม : 47140


ความรู้เกี่ยวกับ IT 5 อันดับล่าสุด

      เจาะ ลือ เขย่าโลก 21/12/12 - วันสิ้นโลก!? 12 / ธ.ค. / 2555
      เล่น facebook ระวังติดคุกโดยไม่รู้ตัว 24 / ก.ค. / 2555
      กู้ไฟล์ที่ลบไปเเล้ว / Empty Recycle Bin 7 / พ.ย. / 2554
      คำสั่งง่ายๆสำหรับมือถือ 3 ระบบ Ais Dtac True 24 / ส.ค. / 2554
      คาถาในการทำงาน 31 / มี.ค. / 2554


   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard