[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< สิงหาคม 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

สาระน่ารู้อื่นๆ
พายุงวงช้างหรือนาคเล่นน้ำ อีก 1 ภัยธรรมชาติที่คุกคามเมืองไทย

พฤหัสบดี ที่ 24 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2551


ดูคลิปการเกิดพายุงวงช้างพัทยากระทู้นี้ครับ http://www.chonburi33.com/index.php?name=webboard&file=read&id=41


                

                 เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 7 ก.ค. 2551 ที่ผ่านมาได้เกิดพายุงวงช้างในทะเลอันดามัน ระหว่างเกาะศรีบอยา กับเกาะพีพี จ.กระบี่ โดยพายุได้ก่อตัวจากก้อนเมฆครึ้ม และค่อยๆ ก่อตัวเป็นพายุหมุนงวงช้าง ลงมาถึงผิวน้ำและเคลื่อนตัวเข้าสู่เกาะศรีบอยา โดยตรวจสอบความเสียหายจากพายุลูกนี้ที่ขึ้นฝั่งแล้ว ไม่มีรายงานความเสียหาย โดยระยะเวลาในการเกิดพายุใช้เวลาประมาณ 12 นาที ก่อนจะสลายตัวไป ถึงแม้จะมีพายุลูกที่ 2 ตามมา และมีขนาดใหญ่กว่าลูกแรก แต่ก็สลายตัวไปก่อนที่จะก่อตัวลงมาจนถึงผืนน้ำ (ที่มา: www.innnews.co.th )

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ในทางอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า “พายุงวงช้าง” หรือ “นาคเล่นน้ำ” (Water spout) เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากลมพัดวนบิดเป็นเกลียวเห็นได้จากเมฆที่มีลักษณะเป็นลำหรือเป็นกรวยหัวกลับยื่นลงมาจากฐานของเมฆคิวมูโลนิมบัส และเห็นได้จากพวยน้ำที่พุ่งขึ้นมาเป็นพุ่มประกอบด้วยหยดน้ำพุ่งเป็นฝอยขึ้นจากผิวพื้นทะเล มีลมแรงพัดเข้าหาบริเวณศูนย์กลางของพวยน้ำ ยอดของพวยน้ำอาจเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่แตกต่างไปจากฐาน ทำให้แกนเอียงหรือบิดเบี้ยวแล้วหลุดออกจากกันและสลายตัวไป ซึ่งลักษณะการเกิดจะคล้ายกับพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำ แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า มักเกิดบ่อยๆบนพื้นน้ำในเขตร้อน ช่วงเวลาที่เกิดปรากฏการณ์นี้กินเวลาไม่นานนักในบางครั้งอาจเกิดขึ้นเป็นระยะเวลานานถึงครึ่งชั่วโมง

ศูนย์ภูมิอากาศแห่งชาติ
สำนักพัฒนาอุตุนิยมวิทยา กรมอุตุนิยมวิทยา
9 ก.ค.2551

ที่มา : http://www.tmd.go.th/programs/uploads/weatherclimate/พายุงวงช้าง.pdf

             มนุษย์ในประเทศไทย ตื่นตัวและเริ่มรับรู้ว่า มีการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศ และแผ่นเปลือกโลก ที่เพิ่มความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจนในทุกขณะ การเกิดแผ่นดินไหว ทุกวัน มีพายุลมแรงบ่อยครั้ง รอบด้านของขอบประเทศ การมีพายุฝน แผ่นดินไหว คลื่นลมแรง สึนามิ โดยเฉพาะการเกิดพายุงวงช้าง ที่พึ่งเริ่มมีหลายครั้งในเขตทวีปเอเชีย และที่มนุษย์กำลังสัมผัสได้ดี ในขณะนี้ก็คือ คลื่นความร้อนจากใต้พิภพที่ผุดขึ้น ในทุกมุม ของโลกใบนี้ จนถึงในขณะนี้ก็สังเกตได้ว่า ภัยทั้งหลายเหล่านี้ ได้เคลื่อนตัวเข้าใกล้แผ่นดิน ขวานทองของไทยเข้ามาทุกขณะ มนุษย์มีความหลากหลายในวิธีการคิด สรุปเหตุผลจาก สภาวะโลกร้อน แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์สมควรหันกลับมาคิดบนฐานของข้อเท็จจริง ในรอบด้าน เพราะทางวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานข้อเท็จจริง ด้านหนึ่งส่วนหนึ่งเท่านั้น ยังคง มีมิติ และด้านต่างๆ อีกมากมายให้มนุษย์ได้รับรู้ข้อเท็จจริง ทำไมมนุษย์คิดด้านเดียว ก็เพราะมนุษย์ยึดอาชีพอย่างเดียวที่ถนัดที่สุด ความรู้อย่างอื่นๆ จึงด้อยลง มนุษย์ปัจจุบัน ไม่นิยมเรียนรู้ทุกด้านและทุกมิติไปด้วยกัน เนื่องด้วยมนุษย์เอง มีความพิการทางการรับรู้ ซึ่งหลงเหลือความสามารถรับรู้ได้เพียงทางอายตนะเท่านั้น (ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) อายตนะที่รับรู้ได้นี้ ก็เพียงรับสิ่งที่กระตุ้นความอยากในวัตถุเท่านั้น และเพื่อเพียงการมี ชีวิตรอด เท่านั้น เช่นกัน จะเห็นได้ว่า มนุษย์ใช้กลอุบายแย่งชิงความเหนือกันในฐานะ ทางสังคมเป็นหลัก มนุษย์ขาดการรับรู้ทางสัญชาตญาณ ในขณะที่สัตว์และสรรพชีวิตอื่นๆ มีอย่างครบถ้วน การเตรียมตัวของหมู่สัตว์ทั้งหลายจึงมีก่อนมนุษย์ และมนุษย์ยังหลงใน ลาภ ยศ สรรเสริญ เพิ่มเติมอีก ก็ยิ่งให้ไม่สามารถรับรู้ด้าน และมิติอื่นๆ ได้เลย ในทาง ตรงกันข้าม ในความไม่รับรู้ของมนุษย์ ยังก่อให้เกิดการทำลายล้างสมดุลแห่งธรรมชาติ อย่างร้ายกาจเลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น สภาวะโลกร้อนนั้น มีสาเหตุจากสิ่งใด เป็นหลักกันแน่ มนุษย์บอกว่าการเผาผลาญน้ำมันทำให้เกิดความร้อนบนผิวโลก แต่สัตว์ ไม่แสดงการ ตอบรับเช่นนั้น แต่แสดงให้รู้ได้ว่า ความร้อนจากใต้ผิวโลกนั้น มีผลต่อความร้อนบนผิวโลก อย่างรุนแรงที่สุด สัตว์ใต้ท้องทะเลลึก และสัตว์ใต้ผิวดิน แสวงหาที่อยู่ใหม่ที่มีความร้อน น้อยกว่าที่อยู่เดิม สรุปได้ว่าสัตว์นั้น มีการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนกว่ามนุษย์ โดยเอาตัวเองเป็นอุปกรณ์ทดลองในสภาพจริง ถ้าคิดพิจารณาบนข้อเท็จจริงแล้ว จะเห็นว่า น้ำมันนั้นคือ รูปแบบของพลังงานที่ธรรมชาติจัดเก็บไว้ ไม่ให้เกิดความร้อนต่อโลกคือ อยู่ในสถานะน้ำ และยังทำหน้าที่เป็นฉนวนกั้นความร้อน ระหว่างชั้นหินร้อนใต้พื้นโลก กับบนผิว และชั้นบรรยากาศของโลก การแก้ไขปัญหา คือ หยุดขุดเจาะน้ำมัน เลิกใช้ เครื่องจักรหนักขุดเจาะให้เกิดรอยแตกของชั้นหินที่กั้นความร้อนใต้ผิวโลกทันที ลดจำนวน การเกิดของมนุษย์ เข้าสู่สภาวะไร้เศรษฐกิจ ฟื้นฟูสภาวะจิตมนุษย์ลดความโลภ โกรธ หลง ล้างอบายทั้งหลาย สนับสนุนให้มนุษย์อยู่ในหลักศาสนา หยุดการใช้ศาสนาเพื่อการ รวมกลุ่มมนุษย์ เพื่อทำสงครามทุกรูปแบบ ยกเลิกการใช้ปรมาณู และอาวุธทั้งปวง ส่งเสริมการติดอาวุธทางจิต คือ โพธิจิต ด้วยการมีเมตตาและอภัย นำพาให้มนุษย์รู้ว่า ทุกคนสามารถติดต่อความรู้ในทุกอณูในสรรพสิ่งได้ด้วยตัวเอง (แมลงตัวเล็กๆ ของข้ามันยังทำได้เลย มีมันสมองนิดเดียว) สัญญาณธาตุรู้บอกข้าว่า ข้อความข้างบน มนุษย์ไม่เข้าใจ เพราะมนุษย์ทุกคนบนโลกใบนี้มี อวิชชา ตัณหา อุปาทาน อันหนักหน่วง ด้วยกันทั้งสิ้น เหตุผลก็คือ ความสมดุลของสนามแม่เหล็กโลกคือ ดัชนีชี้วัดสิ่งเหล่านี้ ด้วยสถานการณ์อย่างนี้ ธรรมชาติจึงส่งสัญญาณมาเมตตามนุษย์ให้มากๆ และบ่อย เพื่อว่าอาจจะมีมนุษย์เห็นความจริงรอบด้าน และทุกมิติเพิ่มขึ้นบ้าง แค่เพียงคนเดียว ก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย มีนักวิทยาศาสตร์ในดินแดนอาทิตย์อุทัย ทดลองดูโมเลกุล ของน้ำ พบว่าน้ำที่อยู่ในเมืองมีรูปร่างโมเลกุลบิดเบี้ยว น้ำในธรรมชาติบนขุนเขามีโมเลกุล เป็นระเบียบ น้ำในสถานที่ที่คนบ่นด่าแช่งกันมีโมเลกุลอัปลักษณ์ น้ำในสถานที่สวดมนต์ ภาวนา มีโมเลกุลเป็นระเบียบสวยมากมีประกายสว่างใส น้ำมีอยู่ทุกหนแห่ง แม้แต่ ร่ายกายมนุษย์ก็มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก จากการทดลองจะเห็นว่า มิติพลังงานที่แสดง ให้มนุษย์รู้ โดยน้ำเป็นสิ่งเชื่อมโยงความรู้ของทุกอณูเข้าด้วยกัน ส่งผ่านความรู้ให้แก่กันได้ นับประสาอะไรกับแมลงตัวเล็กๆ ของข้า เชื้อโรค หรือสัตว์เซลล์เดียว ก็ย่อมถ่ายทอด และรับความรับความรู้ได้จากโมเลกุลของน้ำได้ด้วยกันทั้งนั้น ณ เวลานี้มนุษย์นั้น อาจจะเป็นสัตว์ชนิดที่ดุร้ายที่สุด และโง่ที่สุดในจักรวาล เพราะมันทำร้ายทั้งมนุษย์ และสัตว์ด้วยกัน และยังทำลายทุกสรรพสิ่ง พร้อมกับโลกและจักรวาลแห่งนี้อย่างไม่รู้ตัว

 

                      กรุงเทพฯ--11 ก.ย.--สวทช.
         ช่วงนี้ประเทศไทยได้เจอกับปรากฏการณ์พายุงวงช้างอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้แต่ไม่บ่อยนัก ซึ่งเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม มีพายุงวงช้างเกิดขึ้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามัน และล่าสุดก็มีการเกิดพายุงวงช้าง ที่บริเวณบึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน ที่ผ่านมา
         ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย (สวทช.) อธิบายถึงปรากฏการณ์พายุงวงช้างที่เกิดขึ้นว่า พายุงวงช้าง มีชื่อที่ถูกต้องคือ พายุนาคเล่นน้ำ หรือ พวยน้ำ (waterspout) หมายถึง ปรากฏการณ์ที่มีลักษณะคล้ายท่อน้ำขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างผืนฟ้าและพื้นน้ำ ลักษณะการเกิดนาคเล่นน้ำมี 2 แบบ ได้แก่
         1. เป็นพายุทอร์นาโดที่เกิดขึ้นเหนือผืนน้ำ (ซึ่งอาจจะเป็นทะเล ทะเลสาบ หรือแอ่งน้ำใดๆ) โดยพายุทอร์นาโดจะเกิดขึ้นระหว่างที่ฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก เรียกว่า พายุฝนฟ้าคะนองแบบซูเปอร์เซลล์ (supercell thunderstorm) และมีระบบอากาศหมุนวนที่เรียกว่า เมโซไซโคลน (mesocyclone) พายุนาคเล่นน้ำแบบนี้จึงเรียกว่า นาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโด (tornadic waterspout)
         2. เกิดจากการที่มวลอากาศเย็นเคลื่อนผ่านเหนือผิวน้ำที่อุ่นกว่า โดยบริเวณใกล้ๆ ผิวน้ำมีความชื้นสูง และไม่ค่อยมีลมพัด (หรือพัดเบาๆ) ผลก็คืออากาศที่อยู่ติดกับผืนน้ำซึ่งอุ่นในบางบริเวณจะยกตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อากาศโดยรอบไหลเข้ามาแทนที่ จากนั้นจึงพุ่งเป็นเกลียวขึ้นไป ในช่วงที่อากาศพุ่งขึ้นเป็นเกลียววนนี้ หากน้ำในอากาศยังอยู่ในรูปของไอน้ำ จะยังมองไม่เห็นอะไร แต่หากอากาศขยายตัวและเย็นตัวลงถึงจุดหนึ่ง ไอน้ำก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำจำนวนมาก ทำให้เราเห็นท่อหรือ ‘งวงช้าง’ เชื่อมผืนน้ำและเมฆ แบบนี้เรียกว่า นาคเล่นน้ำของแท้ (true waterspout) หรือ นาคเล่นน้ำที่เกิดในช่วงอากาศดีพอสมควร (fair-weather waterspout) ซึ่งเกิดได้บ่อย และเป็นประเภทเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เนื่องจากในช่วงที่เกิดมักจะมีพายุฝนฟ้าคะนองน่วมอยู่ด้วย
         ทั้งนี้ความแตกต่างระหว่างนาคเล่นน้ำทั้งสองแบบนี้ก็คือนาคเล่นน้ำที่เกิดจากทอร์นาโดจะเริ่มจากอากาศหมุนวน (ในบริเวณเมฆฝนฟ้าคะนอง) แล้วหย่อนลำงวงลงมาแตะพื้น คือ อากาศหมุนจากบนลงล่าง ส่วนนาคเล่นน้ำของแท้นั้น จะเริ่มจากอากาศหมุนวนบริเวณผิวพื้นน้ำ แล้วพุ่งขึ้นไป คือ อากาศหมุนจากล่างขึ้นบน
สำหรับขนาดพายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาวประมาณ 10-100 เมตร แต่บางครั้งยาวมากถึง 600 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก็พบได้ตั้งแต่เล็กๆ แค่ 1 เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร โดยในนาคเล่นน้ำแต่ละตัว อาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง 20-80 เมตรต่อวินาที (หากลองเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดซึ่งมักจะยาวประมาณ 100-300 เมตร และหมุนวนเร็วกว่าคือ 40-150 เมตรต่อวินาที) กระแสลมในตัวพายุเร็วถึง 100-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจสูงถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย
         นอกจากหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ 3 ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าประมาณ 18-28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือว่า ให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก คืออยู่ในช่วง 2-20 นาที (แต่นานถึง 30 นาทีก็เคยพบ) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
         ความยาว
         (เมตร) เส้นผ่านศูนย์กลาง (เมตร) อัตราเร็วของการหมุนแต่ละท่อ
         (เมตรต่อวินาที) การเคลื่อนที่ของพายุนาคเล่นน้ำ
         (กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อายุ (นาที)
         10-600 1-10 20-80 3-130 2-20
         สำหรับท่านใดที่มีความสนใจ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://gotoknow.org/blog/weather/101100
         ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย ส่วนงานกลาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
         โทรศัพท์ 0 2564 7000 ต่อ 1460-1462 โทรสาร 0 2564 7000 ต่อ 1482
         e-mail : thaismc@nstda.or.th
         สำหรับขนาดพายุนาคเล่นน้ำส่วนใหญ่ยาวประมาณ 10-100 เมตร แต่บางครั้งยาวมากถึง 600 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางก็พบได้ตั้งแต่เล็กๆ แค่ 1 เมตร ไปจนถึงหลายสิบเมตร โดยในนาคเล่นน้ำแต่ละตัว อาจมีท่อหมุนวนเพียงท่อเดียวหรือหลายท่อก็ได้ โดยแต่ละท่อจะหมุนด้วยอัตราเร็วในช่วง 20-80 เมตรต่อวินาที (หากลองเปรียบเทียบกับพายุทอร์นาโดซึ่งมักจะยาวประมาณ 100-300 เมตร และหมุนวนเร็วกว่าคือ 40-150 เมตรต่อวินาที) กระแสลมในตัวพายุเร็วถึง 100-190 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และอาจสูงถึง 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสามารถคว่ำเรือเล็กๆ ได้สบาย
         นอกจากหมุนวนรอบตัวเองแล้ว นาคเล่นน้ำยังสามารถเคลื่อนที่ได้เร็วตั้งแต่ 3 ถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่จะเคลื่อนที่ค่อนข้างช้าประมาณ 18-28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้นจึงมีคำแนะนำสำหรับชาวเรือว่า ให้สังเกตทิศทางการเคลื่อนที่ให้ดี แล้วหนีไปในทิศตรงกันข้าม อย่างไรก็ดี พายุนาคเล่นน้ำมีอายุไม่ยืนยาวนัก คืออยู่ในช่วง 2-20 นาที (แต่นานถึง 30 นาทีก็เคยพบ) และหากนาคเล่นน้ำขึ้นฝั่ง ก็จะสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว
         ความยาว
         (เมตร) เส้นผ่านศูนย์กลาง (เมตร) อัตราเร็วของการหมุนแต่ละท่อ
         (เมตรต่อวินาที) การเคลื่อนที่ของพายุนาคเล่นน้ำ
         (กิโลเมตรต่อชั่วโมง) อายุ (นาที)
         10-600 1-10 20-80 3-130 2-20
         สำหรับท่านใดที่มีความสนใจ สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://gotoknow.org/blog/weather/101100

 



เข้าชม : 70172


สาระน่ารู้อื่นๆ 5 อันดับล่าสุด

      เสื้อติดซิป...แรงบันดาลใจจากตำรวจไทย 29 / พ.ย. / 2557
      ทำความรู้จักกับ....ไวรัสอีโบลา 20 / ส.ค. / 2557
      2012-2015 เตรียมรับมือพายุสุริยะ 10 / ธ.ค. / 2555
      1 ตำรวจ 1 โรงเรียน 23 / ก.ค. / 2555
      11 สุดยอดอาหารบำรุงสมองและความจำ 18 / ก.พ. / 2555


ความคิดเห็นที่ 1
พุธ ที่ 24 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2551 เวลา 10:03:06
หน้ากลัวมากเลยครับ
โดย : 5555@555.com    ไอพี : 118.173.237.57

ความคิดเห็นที่ 2
พฤหัสบดี ที่ 15 เดือน มีนาคม พ.ศ.2561 เวลา 12:05:20
สุดท้ายไขมัน ไขมันมีความจำเป็นต่อร่างกายมากเพราะช่วยให้การดูดซึมวิตามินต่างๆและช่วยสร้างเซลล์ประสาทด้วยการกินไขมันสำหรับคนลดน้ำหนักจึงจำเป็นเช่นกันแต่มีวิธีกิน คือ เปลี่ยนให้มากินไขมันที่ไม่อิ่มตัวแทน เช่นgclub น้ำมันมะกอกน้ำมันรำข้าว และควรได้รับไขมันจากปลาอย่างปลาทูน่า และปล่าแซลมอนด้วยการเลือกกินแบบนี้นอกจากจะทำให้การลดน้ำหนักได้ผลดีแล้วยังไม่เสียสุขภาพด้วย
โดย : kawinha    ไอพี : 183.89.81.252



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ mocyc@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard