[x] ปิดหน้าต่างนี้
 
 เมนูหลัก
  ประวัติความเป็นมา  
  กองร้อยที่ 1  
  กองร้อยที่ 2  
  กองร้อยที่ 3  
  กองร้อยที่ 4  
  กองร้อยที่ 5  
  กองร้อยที่ 6 (สมทบ)  
  ระเบียบกองทุนและสวัสดิการฯ  
  กองทุนรุ่น33.  
  หน้าหลักเว็บบอร์ดใหม่  
  สมัครสมาชิก  
  ผู้บังคับบัญชา ตร.ภ.2  
     
 ความทรงจำของพวกเรา
 

ชีวิตในกองร้อย

 
ปฏิทินกิจกรรม
 
<< ธันวาคม 2561 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          

รายการกิจกรรมทั้งหมด
 
เว็บไซต์แนะนำ
   

สถิติการเยี่ยมชมเว็บไซต์
   
 
มุมนักเสี่ยงโชค
 
 
หนังสือพิมพ์ / ระบบ Email
   



 


  

สาระน่ารู้อื่นๆ
ตำรวจสืบสวน ปฏิบัติการลับ คลี่คลายคดี

พุธ ที่ 16 เดือน กรกฏาคม พ.ศ.2551


การติดตามจับตัวคนร้ายในแต่ละคดีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เบื้องหลังการทำงานในแต่ละคดีของตำรวจต้องใช้ทั้งไหวพริบ จิตวิทยา และความสามารถรอบตัว เราเรียกตำรวจที่ทำงานด้านนี้ว่า ''ตำรวจสืบสวน'' งานสืบสวน เป็นงานเสี่ยงตาย ท้าทายความกล้า ปฏิบัติการทุกอย่างล้วนเป็นความลับ แฝงตัวหาข้อมูล ติดตามสืบจับคนร้าย คลี่คลายคดีอุกฉกรรจ์ ปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรม พวกเขายึดคติ "เสียสละ เสี่ยงตาย ไร้งบอุดหนุน" เราไปดูกันว่า ''ตำรวจสืบสวน'' เขาทำงานกันอย่างไร


แฝงตัว สะกดรอย สกัดจับ

เมื่อตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ งานของพวกเขาจึงเป็นไปเพื่อดูแลคุ้มครองความสงบสุขของประชาชน โดยเฉพาะ ''ตำรวจสืบสวน'' ดูจะเป็นหน่วยงานที่รับบทหนักอย่างยิ่ง เพราะคดีที่ตำรวจสืบสวนจะเข้าไปรับผิดชอบนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคดีอุกฉกรรจ์ เช่น ปล้นฆ่า ฆาตกรรมอำพรางคดี มือปืนรับจ้าง หรือแก๊งอาชญากรรมที่ทำงานเป็นเครือข่าย

จากการพูดคุยกับนายตำรวจสืบสวนทั้งที่สังกัดภูธรและนครบาลทำให้เราทราบว่าการทำคดีของตำรวจสืบสวนนั้นต้องมีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน การทำงานเป็นไปอย่างรัดกุม ที่สำคัญทุกอย่างต้องเป็นความลับ

"หลังจากประชุมทีมงานเพื่อวางแผนในการควานหาผู้กระทำผิดและติดตามตัวมาดำเนินคดีแล้ว ทีมงานจะส่งนายตำรวจแฝงตัวเข้าไปเพื่อหาข่าวจากผู้ที่ใกล้ชิดกับ ''เป้าหมาย''ซึ่งเป็นผู้กระทำผิด โดยต้องสลัดคราบตำรวจทิ้งอย่างสิ้นเชิง ซึ่งจะเรียกปฏิบัติการนี้ว่า ''การเข้าเกลียว'' โดยผู้เข้าเกลียวต้องเข้าไปทำความรู้จักสนิทสนมกับคนสนิทของเป้าหมายและใช้จิตวิทยาในการหาข่าว

แต่เนื่องจาก ''การเข้าเกลียว'' เป็นงานที่ต้องเสี่ยงอันตรายอย่างมาก จึงมีนายตำรวจอีกชุดหนึ่งที่เรียกว่า ''ชุดสะกดรอย'' คอยติดตามคุ้มกันอยู่ห่างๆ นอกจากนั้นยังมี ''ชุดฝังตัว'' ซึ่งจะแฝงตัวเพื่อเฝ้าติดตามผู้ที่มีความใกล้ชิดกับ''เป้าหมาย''อย่างใกล้ชิด เช่น ไปเช่าห้องพักอยู่ใกล้กัน หรือเข้าไปทำงานในหน่วยงานเดียวกันกับผู้ที่มีความสัมพันธ์กับเป้าหมาย เพื่อหาข่าวและจับตาดูความเคลื่อนไหวต่างๆ

เมื่อผู้กระทำผิดปรากฏตัวหรือทราบแหล่งกบดานก็จะนำกำลังเข้าจับกุมทันที และหากเป็นคดีที่พยานรู้เห็นและให้ข้อมูลกับเรา ตำรวจสืบสวนก็มีหน้าที่ติดตามคุ้มกันพยานด้วย " พ.ต.ท.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ สารวัตรสืบสวน กองกำกับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจนครบาล 2 นายตำรวจที่ผ่านคดีสืบสวนมาอย่างโชกโชน อธิบายขั้นตอนการทำคดี

ต้องอึด และเนียน

พ.ต.ท.ธีรเดช ยังเล่าถึงความยากลำบากในการทำงานของตำรวจสืบสวนให้ฟังว่า "ทั้งผู้ที่จะเข้าเกลียว ชุดสะกดรอย และชุดฝังตัว จะต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี มีการปลอมตัว และเล่นตามบทอย่างแนบเนียน ที่สำคัญต้องมีไหวพริบ ปกติการเข้าเกลียวจะทำเพื่อหาตัวคนร้าย อย่างคดี ''ทศ ฮอนด้า'' แก๊งโจรกรรมรถยนต์เบอร์ 1 ที่ตำรวจต้องการตัว เมื่อหลายปีก่อน (เลือกโจรกรรมรถฮอนด้าเป็นหลัก) ซึ่งสายข่าวรายงานมาว่านายทศติดพันผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเป็นสาวไซด์ไลน์ คือเป็นนักศึกษาที่ขายบริการด้วย เราก็ส่งตำรวจสืบสวนไปเข้าเกลียวเพื่อหาข้อมูลจากผู้หญิงที่ทศมาติดพัน จนสามารถเจอตัวทศ และปิดคดีได้ในที่สุด

แต่กว่าจะปิดคดีได้นี่เหนื่อยมาก ทีมงานเราต้องเฝ้าอยู่ถึง 2 เดือน ยากตั้งแต่การเข้าเกลียว''เลย สมัยนั้นยังนิยมใช้เพจเจอร์อยู่ เราก็เพจเข้าไปหาสาวไซด์ไลน์คนนี้ สมมติว่าชื่อ ''น้องกุหลาบ'' ให้เขาโทร.กลับเพราะเราอยากได้เบอร์ติดต่อของเขา เพจไปหลายครั้งมากกว่าจะโทร.มา หลังจากได้เบอร์แล้วก็โทร.นัดน้องกุหลาบออกมาเจอ แต่เขาไม่ค่อยพอใจเพราะเป็นคนแปลกหน้า ไม่ใช่แขกเก่าของเขา

เจ้าหน้าที่ซึ่งไปเข้าเกลียวก็บอกว่าเป็นผู้ช่วยผู้จัดการแบงก์ เขาก็แกล้งพาเดินชอปปิ้ง ซื้อของจนเงินหมดกระเป๋า(หัวเราะ) แล้วเป็นเงินส่วนตัวด้วยนะ ใช้เวลาอยู่ 2 เดือนกว่าผู้หญิงคนนี้จะเชื่อใจ จนหลังๆเขาคิดว่าเป็นพี่ชายเพราะเป็นแขกคนแรกที่ไม่ได้มีอะไรด้วย ทั้งที่เจอกันเกือบทุกวัน ต้องใช้ความอดทนมากนะ แล้วจริงๆเขาไม่เคยพูดถึงทศเลย แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาบอกว่าช่วงนี้มาเจอกับคนของเราไม่ได้เพราะคนสำคัญของเขาจะมา เราก็เดาว่าต้องเป็นทศ เลยจับตัวได้

คดีนี้การสะกดรอยก็ยากเหมือนกัน เพราะที่พักของ ''น้องกุหลาบ''ไม่มีจุดที่จะจอดรถซุ่มดูได้เลย ''ชุดสะกดรอย''จึงต้องปลอมเป็นคนบ้า แล้วต้องทำให้เหมือน เอาขี้เถ้ามาทาตัว เที่ยวคุ้ยขยะใกล้กับที่พักของผู้หญิงคนนี้ ปรากฏว่าเหมือนจัด ชาวบ้านโทร.แจ้งให้ตำรวจท้องที่มาจับ(หัวเราะขำ) แล้วไม่ใช่แค่ครั้งเดียวนะ จับไป 3 ครั้ง เพราะระหว่างพาตัวไปโรงพักคนของเราก็แสดงตัวว่าเป็นตำรวจ แล้วก็บอกเขาให้ปิดเป็นความลับ เขาก็ไม่ได้บอกเพื่อนตำรวจที่โรงพัก พอคนโทร.แจ้ง ตำรวจอีกคนก็มาจับไปอีก ส่วน ''ชุดสะกดรอย'' อีกชุดที่คอยดูอยู่รอบนอกก็ต้องกินนอนในรถตลอด 2 เดือนเหมือนกัน

หรือบางคดี ''ชุดฝังตัว''ซึ่งไปเช่าห้องอยู่ใกล้กับคนสนิทของเป้าหมาย ต้องเฝ้าแอบดูตามตาแมวว่ามีการเคลื่อนไหวอะไรบ้าง เปิดประตูทิ้งไว้ไม่ได้เดี๋ยวผิดสังเกต ผลัดกันเฝ้าดูอยู่ 2 คน ออกเวรมาปวดหัวปวดตาไปหมด มีบางทีเหมือนกันที่ไม่สำเร็จ อย่าง''เข้าเกลียว''โดยปลอมเป็นแท็กซี่ คิดว่าจะง่าย แต่เขาไม่โบกคันเรา ก็ขับวนไปอีกรอบ เขาโบกคันอื่นไปแล้ว"

พ.ต.ท.วราวุธ เจริญชนม์ สารวัตรกลุ่มงานสืบสวน ศูนย์สืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 หรือ ฉายาในหมู่เพื่อนๆว่า ''สารวัตรยอง'' บอกว่า " บางคดีตำรวจสืบสวนต้องใช้เวลาเป็นปีกว่าจะจับกุมคนร้ายและปิดคดีได้ มีคดีหนึ่งเกิดเหตุฆาตกรรมที่ชลบุรีและระยองต่อเนื่องหลายคดี ซึ่งเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน มีพฤติการณ์เป็นกลุ่มไอ้โม่งปล้นฆ่าและมือปืนรับจ้าง มีคนร้ายได้ 6 คน ผมตามไปถึงเชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี อุบลราชธานี และสกลนคร ใช้เงินไปเป็นแสนกว่าจะจับคนร้ายได้หมด"

คดียาเสพติด จะใช้ ''สาย''เป็นหลัก

การจะส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปหาข้อมูลนั้นจะต้องเลือกเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีบุคลิกเหมาะกับสภาพแวดล้อมของกลุ่มเป้าหมาย อย่างไรก็ดี หากเป็นคดียาเสพติดตำรวจสืบสวนจะไม่ส่งเจ้าหน้าที่ไป ''เข้าเกลียว'' เนื่องจากเป็นงานที่อันตรายเกินไป แต่จะใช้ ''สายลับ'' ซึ่งเป็นคนที่ติดยาหรือคลุกคลีอยู่ในวงการยาเสพติดอยู่แล้วเข้าไปหาข้อมูลแทน ส่วนใหญ่ตำรวจจะเข้าไปในลักษณะของการล่อซื้อมากกว่า

"ถ้าเอาตำรวจไปเข้าเกลียวเนี่ย พวกค้ายาเขาเสพยาเราต้องเสพด้วย ถ้าเสพแล้วติดแน่ อันตรายมาก จะใช้สายลับแทน ซึ่งสายก็จะได้ค่าตอบแทนตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งก็ไม่เยอะนะ เพราะเราไม่มีงบ เราก็ต้องใช้จิตวิทยาในการดึงเขาเข้ามาร่วมงานกับเรา คือพวกนี้เขาเลิกยาไม่ได้ แต่ทำยังไงให้เขารู้สึกว่าเขายังมีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคม ถ้าเขาช่วยเราก็เท่ากับช่วยไม่ให้เด็กและเยาวชนต้องมาติดยา" ตำรวจสืบสวนนายหนึ่ง เล่าถึงการทำงานด้านการปราบปรามยาเสพติด

เสี่ยงตาย ท้าทายอิทธิพล

งานของตำรวจสืบสวนนับว่าเป็นงานที่เสี่ยงอันตรายอย่างมาก บางครั้งต้องเผชิญกับอิทธิพลและคนมีสีที่หนุนหลังการขบวนการอาชญากรรมที่ทำกันเป็นเครือข่าย อีกทั้งโยงใยถึงนักการเมืองระดับชาติ

" มีคดีหนึ่งเขาตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยบังหน้า แต่เบื้องหลังเป็นแก๊งมือปืนรับจ้างฆ่า คือเจ้าของบริษัทรับงานมา แล้วมือปืนก็คือ รปภ.ในบริษัท แต่พอจับได้ รปภ.จะอ้างว่าเป็นความแค้นส่วนตัว ทำให้สาวไม่ถึงตัวการใหญ่ ต่อมาแก๊งนี้ฮึกเหิมถึงขั้นตระเวนออกชิงทรัพย์และฆ่าเจ้าทรัพย์ด้วย ที่สำคัญบริษัทนี้มีนักการเมืองถือหุ้นอยู่ด้วย มีเส้นสายของคนใหญ่คนโต การทำคดีจึงยากมาก" นายตำรวจนายหนึ่งเปิดเผยถึงความอึดอัดใจในการทำงาน

ด้าน พ.ต.ท.ธีรเดช พูดถึงความเสี่ยงในการทำงานว่า " นอกจากเสี่ยงกับลูกปืนแล้วเนี่ย ยังเสี่ยงกับอันตรายที่เราไม่คาดคิดด้วย มีอยู่เคสหนึ่งผมได้รับมอบหมายให้ไปเข้าเกลียวโดยประกบหญิงสาวคนหนึ่ง ไม่รู้เพราะอะไรนะ ทีมงานชอบให้ผมไปประกบผู้หญิง(หัวเราะ) ปรากฏว่าตอนหลังน้องคนนี้เขามาบอกว่าเขาติดเชื้อเอชไอวี เราก็ตกใจ คือเราไม่ได้ไปมีความสัมพันธ์กับเขานะ แต่กลัวว่าถ้าเขาจับได้ว่าเราเป็นตำรวจแล้วแกล้งเอาเข็มมาจิ้ม ก็ทำใจดีสู้เสือ แต่เราก็ไม่บอกใครว่าเขาเป็นเอชไอวี ถึงคดีจบไปแล้วก็ยังเป็นเหมือนพี่น้องกัน"

งานสืบสวน-นิติวิทยาศาสตร์ต้องไปพร้อมกัน

บางคนอาจมองว่าขณะนี้เกิดความขัดแย้งอย่างหนักระหว่างตำรวจและเจ้าหน้าที่นิติเวช เพราะการสืบหาหลักฐานมักได้ผลสรุปไม่ตรงกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วตำรวจสืบสวนมองว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ไปพร้อมๆกับงานสืบสวน เพราะหากขาดการเก็บหลักฐานตามหลักนิติเวช การสืบสวนก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก แต่ถ้ายึดหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่างเดียวโดยไม่มีการสืบสวนพยานแวดล้อมอื่นการสรุปคดีก็อาจผิดพลาดได้

พ.ต.ท.ธีรเดช กล่าวว่า "บางทีนิติวิทยาศาสตร์สามารถตบตาคนได้ อย่างมีคดีหนึ่งมีผู้เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้บนอาคารชั้น 8 ของคอนโดมิเนียม จากการชันสูตรศพพบว่าเสียชีวิตด้วยการสูดควันพิษเข้าไป และที่เกิดเหตุไม่พบหลักฐานอะไรเนื่องจากถูกไฟไหม้ไปหมด ซึ่งจากการสอบถามผู้ใกล้ชิดทราบว่าผู้หญิงที่เสียชีวิตชอบเสพยาเคและชอบจุดเทียนหอมเวลานอนจึงเป็นไปได้ว่าผู้ตายอาจเสพยาจดหมดสติเมื่อเกิดเพลิงไหมจึงไม่รู้สึกตัว ท้องที่เลยสรุปคดีในเบื้องต้นว่าเป็นอุบัติเหตุ

แต่เมื่อฝ่ายสืบสวนลงไปสืบคดีเราก็เช็กว่าผู้หญิงคนนี้เข้ามาที่ห้องเมื่อไร กับใคร จนทราบว่ามีแม่บ้านเห็นว่าผู้ตายมากับหนุ่มญี่ปุ่น เราก็สืบต่อไปว่าผู้ชายคนนี้เป็นใคร เราได้ภาพจากทีวีวงจรปิดของคอนโด แล้วทำการ ''แห่ภาพ'' คือนำภาพไปตระเวนสอบถามในที่ซึ่งผู้ตายเคยไป จนสุดท้ายพบว่าเป็นฆาตกรรมอำพราง และจับคนร้ายได้ในที่สุด ดังนั้นฝ่ายสืบสวนและนิติเวชต้องทำงานร่วมกัน"

ด้าน พ.ต.ท.วราวุธ ให้ความเห็นว่า " เทคโนโลยีในการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์นี่ถือว่าสำคัญมาก จริงๆแล้วถ้ามีงบประมาณและเก็บหลักฐานดีๆงานจะง่ายขึ้นมาก เพราะไม่ว่าจะคราบน้ำลายที่ติดก้นบุหรี่ เส้นผม หรือแม้กระทั่งการสัมผัสกับผู้ตาย สามารถนำมาตรวจหาดีเอ็นเอได้หมด แต่ค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูง"

ไม่มีค่าเสี่ยงภัย เบิกไม่ได้ถ้าไร้ใบเสร็จ

ปัญหาสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจสืบสวนคือปัญหาขาดแคลนงบประมาณ เพราะนอกจากเงินเดือนแล้ว พวกเขาไม่มีเบี้ยเลี้ยง รวมทั้งไม่มีค่าเสี่ยงภัยใดๆ หากจะทำเรื่องเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ระเรียบราชการก็กำหนดว่าต้องมีใบเสร็จ ซึ่งดูจะขัดกับหลักความเป็นจริง เพราะงานของพวกเขาต้องเป็นความลับ มีการแฝงตัว ปกปิดชื่อที่แท้จริง อีกทั้งยังไม่มีงบประมาณในการจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัย และอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน

" การสืบคดีแต่ละครั้งเราไม่มีงบประมาณสนับสนุน ผมเป็นหัวหน้าชุดสืบสวน พูดไม่อายเลยนะว่าต้องใช้เงินเดือนตัวเองลงมาทำคดี อย่างเวลาไปสืบถ้าใช้รถตำรวจคนร้ายก็รู้ตัว ก็ต้องใช้รถส่วนตัว แต่มีปัญหาตามมาว่าเบิกค่าน้ำมันไม่ได้เพราะไม่ใช่รถของราชการ หรือเวลาเข้าพักตามโรงแรมขณะติดตามคดี เราก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเราเป็นใคร ก็ต้องใช้ชื่อปลอม ต้องควักเนื้อ ไม่อย่างนั้นก็ทำงานไม่ได้ ตำรวจเงินเดือนแค่หลักหมื่น ขณะที่อัยการเงินเดือนหลักแสน" พ.ต.ท.ธีรเดช

ด้าน พ.ต.ท.วราวุธ กล่าวว่า งบประมาณสำหรับการจัดหาเครื่องไม้เครื่องมือนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นมากเพราะนอกจากจะช่วยในการหาข้อมูลแล้วยังช่วยลดความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

" อุปกรณ์ที่เราใช้ส่วนใหญ่เป็นการนำอุปกรณ์สื่อสารต่างๆที่มีอยู่ในท้องตลาดมาดัดแปลง มีทั้งเครื่องดูดเสียงซึ่งสามารถฟังเสียงการพูดคุยได้ไกลถึง 300 เมตร , กล้องส่องกลางคืน , กล้องส่องทางไกลที่เชื่อมต่อกับวิดีโอ ซึ่งสามารถเก็บภาพคนร้ายในระยะ 500 เมตรได้ อุปกรณ์เหล่านี้จริงๆไม่แพงนะ อยู่ที่หลักพันถึงหลักหมื่น ถ้าต้นสังกัดเห็นความสำคัญและมีงบให้การทำคดีจะมีประสิทธิภาพกว่านี้มาก"

กฎหมายใหม่ อุปสรรคการทำคดี

อีกปัญหาหนึ่งที่ตำรวจสอบสวนกำลังเผชิญอยู่ก็คือการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ที่ระบุให้มีการขอหมายศาลก่อนเข้าค้นหรือเข้าจับกุม ซึ่งทำให้ผู้ร้ายไหวตัวและบางครั้งไม่สามารถจับตัวผู้กระทำผิดได้ นอกจากนั้นตามกฎหมายใหม่ ศาลไม่รับฟังคำซัดทอดของจำเลย แต่จะพิจารณาจากหลักฐานเป็นหลัก ทำให้สาวไม่ถึงตัวผู้บงการ เพราะแม้ว่าผู้กระทำความผิดจะซัดทอดว่าได้รับการจ้างวานจากใคร แต่หากไม่มีหลักฐานมาแสดง ศาลก็ไม่รับฟัง

พ.ต.ท.วราวุธ บอกว่า " จากที่ทำงานสืบสวนมา 9 ปี ตอนนี้นับว่าเจอปัญหาหนักมาก เพราะกฎหมายใหม่ทำให้เราทำงานยากขึ้น ไม่สามารถจับตัวผู้จ้างวานได้ อย่างมีเคสหนึ่งเป็นแก๊งมือปืนรับจ้าง เราจับมือปืนคนแรกได้ตอนเย็นก็เชิญพนักงานสอบสวนมาสอบ เขาให้การซัดทอดถึงมือปืนคนอื่น ก็ไปขอหมายค้นหมายจับจากศาลตอนตีห้าวันรุ่งขึ้น ศาลก็รีบเซ็นให้แต่กว่าจะเข้าจับกุม พวกนี้ก็ไหวตัวแล้ว จับคนที่ 2 ได้ส่วนคนที่ 3 หนีไปแล้ว

เรามาสอบขยายผล คนที่ 2 ก็รับว่าได้รับการจ้างวานจากใคร ค่ำวันนั้นก็ไปขอหมายจับ หมายออกมาตอน 3 ทุ่ม แต่ต้องเข้าค้นตอนเช้าเพราะเป็นผู้จ้างวาน ไม่ใช่ผู้ลงมือ ซึ่งไม่ใช่เหตุจำเป็นเร่งด่วนหรือผู้ร้ายสำคัญ ศาลไม่ให้เข้าค้นตอนกลางคืน ไปถึงเช้าก็ไม่เจอตัวแล้ว หลังจากนั้นเขาไปมอบตัวกับกองปราบ เพื่อปฏิเสธและสู้คดี ทำให้การสืบขยายผลเราสะดุด เราไม่สามารถสอบสวนหาหลักฐานได้

ตามกฎหมายนี่การจับกุมผู้จ้างวานต้องมีหลักฐานว่าเชื่อมโยงหรือมีการติดต่อกับคนร้าย มีการโอนเงิน ซึ่งในความเป็นจริงหาไม่ได้หรอกเพราะผู้จ้างวานคนไหนจะโง่เดินไปโอนเงินเอง ผู้ส่วนใหญ่ผู้จ้างวานจะเอาเงินสดให้ตัวกลาง สมมติเป็น นาย ก. แล้ว นาย ก. โอนเงินให้ผู้รับงาน แล้วผู้รับงานติดต่อกับมือปืน เวลาให้ค่าจ้างก็ให้เป็นเงินสด

ถึงแม้ผู้จ้างวานจะมีการโทรศัพท์ติดต่อกับผู้รับงาน บางครั้งศาลก็ไม่รับฟังหลักฐานตรงนี้ เช่น ผู้รับงานเป็นลูกน้องของผู้จ้างวาน และมีการติดต่อกันเป็นประจำอยู่แล้ว ศาลจะมองว่าโทรศัพท์ที่ติดต่อกันในช่วงเกิดเหตุยืนยันไม่ได้ว่าเป็นการติดต่อจ้างวาน"

ตำรวจสืบสวนเริ่มขาดแคลน

ปัจจุบันงานสืบสวนเป็นจุดที่ขาดแคลนบุคลากรอย่างมาก เพราะเป็นงานที่เสี่ยงตาย ต้องเสียสละทั้งเรื่องเงิน เวลา และชีวิตส่วนตัว เนื่องจากแต่ละคดีต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งค่าตอบแทนน้อย และประเด็นสำคัญที่ทำให้ฝ่ายปฏิบัติเกิดความท้อแท้ก็คือผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักไม่เห็นความสำคัญของหน่วยงานนี้ ดังนั้น นายตำรวจรุ่นใหม่ๆจึงไม่อยากเข้ามาทำงานด้านนี้

"นายตำรวจที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน เป็นใหญ่เป็นโต ส่วนมากจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ ทั้งนั้น มันอาจจะเป็นเรื่องที่เจอในทุกหน่วยงาน แต่องค์กรนี้ 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อให้ทำงานหนักขนาดไหน เสียสละขนาดไหน แต่เวลาพิจารณาความดีความชอบไม่ได้เอาตรงนี้ไปพิจารณาเลย สู้คนที่ไปเดินตามรัฐมนตรีไม่ได้ เดี๋ยวนี้นายตำรวจหนุ่มๆเลยไปตามรัฐมนตรีกันหมด คนที่ทำงานสืบสวนก็จะเหลือแต่คนที่มีอายุ แต่ก็ยังมีไฟนะ" นายตำรวจสืบสวนคนหนึ่งตัดพ้อให้เราฟังด้วยความน้อยใจ

ขณะที่ พ.ต.ท.ธีรเดช บอกว่า " เสน่ห์ของการทำคดีสืบสวนคือความท้าทาย คนที่จะมาทำงานสืบสวนต้องเป็นคนช่างสงสัย เก็บข้อมูลอย่างละเอียด รอบคอบ เพราะการทำงานสืบสวนเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ เป็นศาสตร์และศิลป์อย่างหนึ่ง ถ้าชอบแล้วมันเหมือนเป็นจิตวิญญาณ เวลาที่จับคนร้ายได้ ปิดคดีได้นี่มันภูมิใจนะ " จากน้ำเสียงของเขา ไม่บอกก็รู้ว่าเขาภาคภูมิใจในงานที่ทำขนาดไหน

ตำรวจสืบสวนดูจะเป็นงานที่เสี่ยงภัยและได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มค่าความเสี่ยง แต่เหตุใดเขาเหล่านี้ยังรักที่จะทำหน้าที่นี้ต่อไป อาจเป็นเพราะเขามองว่า นี่คือ ''เกียรติยศ'' ของตำรวจไทย

ที่มา http://www.siam-handicrafts.com/webboard/question.asp?QID=3864



เข้าชม : 62584


สาระน่ารู้อื่นๆ 5 อันดับล่าสุด

      เสื้อติดซิป...แรงบันดาลใจจากตำรวจไทย 29 / พ.ย. / 2557
      ทำความรู้จักกับ....ไวรัสอีโบลา 20 / ส.ค. / 2557
      2012-2015 เตรียมรับมือพายุสุริยะ 10 / ธ.ค. / 2555
      1 ตำรวจ 1 โรงเรียน 23 / ก.ค. / 2555
      11 สุดยอดอาหารบำรุงสมองและความจำ 18 / ก.พ. / 2555


ความคิดเห็นที่ 1
เสาร์ ที่ 18 เดือน ธันวาคม พ.ศ.2553 เวลา 22:42:27
อยากทำงานสืบมั่งอ่ะ แต่เป็นผู้หญิง เป็นได้มั๊ยอ่ะ
โดย : namkrang@windowslive.com    ไอพี : 119.42.93.247

ความคิดเห็นที่ 2
อังคาร ที่ 28 เดือน เมษายน พ.ศ.2558 เวลา 22:34:45
อยากทำงานสืบสวนมากเลย
โดย : Phongsakron    ไอพี : 171.101.73.237



ชื่อ/Email :
ใส่รหัสที่ท่านเห็นลงในช่องนี้
ไอคอน : ย่อหน้า จัดซ้าย จัดกลาง จัดขวา ตัวหนา ตัวเอียง เส้นใต้ ตัวยก ตัวห้อย ตัวหนังสือเรืองแสง ตัวหนังสือมีเงา สีแดง สีเขียว สีน้ำเงิน สีส้ม สีชมพู สีเทา
อ้างอิงคำพูด เพิ่มเพลง เพิ่มวีดีโอคลิป เพิ่มรูปภาพ เพิ่มไฟล์ Flash เพิ่มลิงก์ เพิ่มอีเมล์
ความคิดเห็น :


กรุณาใช้คำพูดที่สุภาพ และอย่าใช้คำพูดที่พาดพิงถึงบุคคลอื่นให้เสียหาย ขอขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ


ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของระบบไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม กรุณาแจ้งที่ mocyc@hotmail.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

   สำนักงานตำรวจแห่งชาติ /ตำรวจภูธรภาค1 /ตำรวจภูธรภาค2 /ตำรวจภูธรภาค3 /ตำรวจภูธรภาค4 /ตำรวจภูธรภาค5 /ตำรวจภูธรภาค6 /ตำรวจภูธรภาค7 /ตำรวจภูธรภาค8 /ตำรวจภูธรภาค9

   ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค1 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค2 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค3 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค4 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค5 /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค6
   /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค7่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค8่ /ศูนย์ฝึกอบรมตำรวจภูธรภาค9

powered by maxsite 1.10
แลกลิงค์ นำ code ไปติดที่เว็บแล้วแจ้งทาง Email หรือ webboard